สปิริตสู้ไม่ถอย ! เจาะ 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล ไล่ตีเสมอ เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก

ลิเวอร์พูล เกือบจะโดนเผาเครื่องซะแล้ว หลังจากที่ถูก เรดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก ยิงนำไปก่อน 2-0 ในครึ่งแรก แต่ได้ ริอาน บรูว์สเตอร์ สวมบทซูเปอร์ฮีโร่ซัด 2 ประตูช่วยให้ “หงส์แดง” จบแมตช์ด้วยการเสมอ 2-2 ในเกมอุ่นเครื่องที่ประเทศออสเตรีย เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา

    “เดอะ เร้ดส์” ทำผลงานได้ไม่ดีเลยในครึ่งแรก ทั้งแนวรุกที่ขาดความเฉียบคม ส่วนเกมรับก็เล่นอย่างรนราน ทำให้พวกเขาต้องถูก ซัลซ์บวร์ก ยิงนำไปก่อน 2 ประตูตั้งแต่ 15 นาทีแรก แต่งานนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ แก้เกมได้ดีมากๆ โดยครึ่งหลังทีมพัฒนาฟอร์มการเล่นได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

    ขณะที่ บรูว์สเตอร์ แสดงให้ คล็อปป์ ได้เห็นว่าเขาพร้อมที่จะลงสนามช่วยทีมได้เสมอ แม้จะรู้ตัวว่าอาจจะยากที่จะสอดแทรกตัวจริงของ 3 ประสาน “หินเหล็กไฟ” ก็ตาม แต่หากถึงช่วงเวลาคับขันนักเตะก็พร้อมที่จะลงไปพลิกสถานการณ์เฉกเช่นที่แสดงให้เห็นแล้วในเกมล่าสุดนี้

1.ทีมยังขาดความสมบูรณ์

มีเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2020/2021 จะเปิดฉาก สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับทัพ “หงส์แดง” ในเวลานี้ก็คือความสมบูรณ์ในการเล่นเกมรุก-รับของพวกเขา ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในแมตช์เสมอกับ เรดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก 2-2 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

    แม้ว่าจะเป็นแมตช์อุ่นเครื่องก็ตาม แต่ฟอร์มของ “เดอะ เร้ดส์” ไม่เข้าตาเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะในครึ่งแรก ที่สำคัญผลงานของเกมรับก็ดูเหมือนเล่นอย่างรนราน ขณะที่จังหวะเสียประตูแรกมาจากการเล่นที่หละหลวมระหว่าง ฟาบินโญ่ กับ โจ โกเมซ 

 สำหรับเกมนี้ทีมชุดแรกของ ลิเวอร์พูล นั้น เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดชุดที่แข็งแกร่งที่สุดลงสนาม แต่ผลงานที่ออกมากลับเล่นได้อ่อนปวกเปียกโดยเฉพาะในช่วง 45 นาทีแรกทีมไม่ได้สร้างสรรค์เกมอะไรมากนัก สวนทางการ ซัลซ์บวร์ก ที่เล่นได้ดีมากๆ และได้ประตูนำ 2-0 ในช่วง 15 นาทีเท่านั้น

    หากจะมองโลกในแง่บวกก็อาจจะมองได้ว่านี่เป็นเพียงแค่การเคาะสนิทเท่านั้น แต่ถ้า คล็อปป์ ยังไม่รีบกระตุ้นลูกทีมให้พัฒนาศักยภาพในการเล่นเพื่อที่จะกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุด งานนี้คงมีหวังที่จะต้องเจอกับงานสุดหินในการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก แน่นอน 
 
2. บรูว์สเตอร์ พร้อมที่จะอยู่ในแผนของ คล็อปป์

หากจะมองหาผู้เล่นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในสนามเกมนี้ คงต้องยกให้ ริอาน บรูว์สเตอร์ ซึ่งสวมบทฮีโร่ในแมตช์นี้เมื่อลงสนามในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของเกม และจัดการซัด 2 ประตูทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่ต้องโดนเผาเครื่องในแมตช์อุ่นเกือกครั้งนี้

    หลังจากที่ลงสนามไม่ถึง 10 นาที บรูว์สเตอร์ ก็แผลงฤิทธ์ ด้วยการประสานงานกับ เจมส์ มิลเนอร์ ก่อนที่เจ้าตัวจะยิงประตูตีไข่แตกได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะเดียวกันในนาทีที่ 80 หัวหอกดาวรุ่งพุ่งแรงโชว์การยิงที่สุดสวยช่วยตีเสมอให้กับ “หงส์แดง” 

    แน่นอนว่าหากมองจากความเป็นจริงแล้วช่วงเวลานี้ บรูว์สเตอร์ อาจจะมีโอกาสไม่มากนักในการสอดแทรกเข้ามาเป็นตัวจริง เนื่องจากทีมมี 3 ประสานเกมรุกอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยืนเป็นตัวหลัก แต่จากฟอร์มของเขาในช่วงปรีซีซั่นที่ซัดรวมไปแล้ว 3 ประตู น่าจะทำให้ คล็อปป์ ได้ขบคิดเกี่ยวกับการใช้งานลูกทีมรายนี้ 

    ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไรแน่นอนหาก กุนซือชาวเยอรมัน จะตัดสินใจใส่ชื่อของ บรูว์สเตอร์ ลงสนามในแมตช์ที่จะปะทะกับ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล เจ้าของแชมป์เอฟเอ คัพ ที่สนามเวมบลีย์ ศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ในวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ 
 
3. มินามิโนะ พัฒนาฟอร์มอย่างต่อเนื่อง 

    อีกเรื่องดีๆ สำหรับ ลิเวอร์พูล ในแมตช์นี้ก็คือพัฒนาการของ ทาคุมิ มินามิโนะ จอมทัพทีมชาติญี่ปุ่น หลังจากที่เจ้าตัวถูกส่งมาเล่นในครึ่งหลังในแมตช์ปะทะกับต้นสังกัดเก่า และสามารถโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ จนช่วยเปลี่ยนเกมให้กับ “หงส์แดง” เลยทีเดียว

    แนวรุกชาวแดนอาทิตย์อุทัย โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในการลงสนามที่เขาคุ้นเคย (เรดบูลล์ อารีน่า)  โดยเขาโชว์ลีลาการลากเลื้อย และการสัมผัสบอลที่ยอดเยี่ยม รวมทั้งมีส่วนกับประตูตีไข่แตกของทีม นอกจากนี้ยังคอยปั่นป่วนเกมรับของ ซัลซ์บวร์ก ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นเรื่องดีที่ทีมต้องการมากๆ

    จริงๆ แล้วฟอร์มการเล่นของ มินามิโนะ ดีวันดีขึ้นในช่วงที่ “เดอะ เร้ดส์” เก็บตัวอุ่นเครื่องปรีซีซั่น โดยก่อนหน้านี้เขาก็ทำผลงานได้น่าประทับใจในกมที่ช่วยทีมถลุง “ม้าขาย” สตุ๊ตการ์ท 3-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และมีความเป็นไปได้สูงที่นักเตะจะโชว์ศักยภาพที่แท้จริงกับการเล่นให้กับยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์ในอนาคต

    ตอนนี้สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือหาก คล็อปป์ เลือกที่จะใช้แผนด้วยการส่ง มินามิโนะ ลงเล่นในเกมชิงโล่การกุศล คอมมิวนิตี้ ชิลด์ แน่นอนว่านี่เป็นโอกาสดีเยี่ยมที่จะทำให้นักเตะงัดฟอร์มเก่งออกมาในการสู้กับทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า และยังเป็นการเรียกความมั่นใจให้กับเขาด้วย 
 
4. ลุ้นความฟิต ฟาน ไดค์

    สาวก “เดอะ ค็อป” คงใจหายใจคว่ำเนื่องจาก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ปราการหลังตัวเก่ง โชคร้ายสุดๆ เมื่อได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นเลือดตกยางออกจากการปะทะกับผู้เล่นของ เรดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก บริเวณกรอบเขตโทษ จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บบริเวณหางตา

    ต้องบอกเลยว่านี่เป็นอาการบาดเจ็บที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วงเพราะอยู่ใกล้ๆ กับดวงตา และส่งผลให้ คล็อปป์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนตัว  เซนเตอร์แบ็กทีมชาติฮอลแลนด์ ออกตั้งแต่ต้นครึ่งหลัง พร้อมกับส่ง นาเธเนียล ฟิลลิปส์ ลงมาทำหน้าที่แทน 

    แม้ว่าการเตรียมทีมลงเล่นเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่นเปรียบเสมือนการเรียกความฟิตให้กับนักเตะก็ตาม แต่จากการที่ ฟาน ไดค์ มีปัญหาบาดเจ็บในแมตช์นี้ คงทำให้ คล็อปป์ ค่อนข้างกังวลใจพอสมควร เพราะต้องลุ้นว่าลูกทีมคนสำคัญรายนี้จะหายทันและมีร่างกายที่ฟิตพร้อมช่วยทีมในช่วงต้นซีซั่นใหม่นี้
    
5. ประเด็นแฟนบอลเข้าชมในสนาม

    เกมอุ่นเครื่องแมตช์นี้ต้องบอกเลยว่าถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่ได้เห็นคอลูกหนังประมาณ 1,250 รายเข้าไปอยู่ในอัฒจันทร์เพื่อชมเกมนี้ แน่นอนว่าไม่มีอะไรต้องสงสัยว่ามันช่างแฮปปี้มากแค่ไหนที่ได้เห็นแฟนฟุตบอลเข้าไปอยู่ในสนามเรดบูลล์ อารีน่า 

    แน่นอนว่าบรรยากาศมันอาจจไม่ได้เหมือนกับการมีแฟนบอลจำนวนกว่า 30,000 คนเข้าไปส่งเสียงตะโกนเชียร์อย่างที่เราๆ ท่านๆ คุ้นเคย แต่ก็ถือเป็นการนำร่องในการที่จะนำกองเชียร์เข้าไปชมเกมฟุตบอล นับตั้งแต่ที่โดนเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดอย่างรุนแรงในยุโรป และทั่วโลก

    ฉะนั้นนี่อาจจะเป็นความหวังที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในวงการลูกหนังประเทศอังกฤษ โดยมีรายงานว่าเกมที่สนาม เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม ของ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน จะลองทดสอบการจำกัดแฟนบอลเข้าชมเกมในช่วงอุ่นเครื่องปรีซีซั่น และถ้าหากทุกอย่างไปได้สวย เราจะได้เห็นคอลูกหนังในสนามประมาณ 30 เปอร์เซนต์ 

    แม้ว่าการที่แฟนบอลเข้ามาในสนามเพียงแค่นี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องปกติมากนัก เพราะเป็นสิ่งที่หลายๆ คนไม่คุ้นเคย แต่อย่างน้อยๆ การที่มีกองเชียร์เข้ามาชมเกมแม้จะเพียงหยิบมือเดียวก็ยังถือว่าดีกว่าการที่ต้องลงแข่งโดยที่ไม่มีแฟนบอลอยู่ในสนามเหมือนช่วงปลายซีซั่นที่ผ่านมา 

ที่มา siamsport

Related links