สมกับเป็นเครื่องจักรสีแดงผู้อหังการ

ขนาดตัวหลักเจ็บเยอะ พวกพี่ๆ เขายังอุตส่าห์โขยกใส่ทีมของคนไทยแบบไม่ยั้งหยุด สมกับเป็นเครื่องจักรสีแดงผู้อหังการจริงๆ 

1. ลิเวอร์พูล ไม่มี เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ไม่มี โจ โกเมซ ไม่มีเจ้าหนู เทรนต์ เอเอ ไม่มี ติอาโก้ อัลคันตาร่า ไม่มีกัปตัน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และไม่มี โม ซาลาห์ แต่ผู้เล่นตัวจริงที่จัดลงไปเทียบกับผู้มาเยือนตำแหน่งต่อตำแหน่งแล้วก็ยังเหนือกว่า

    อย่างไรก็ตามตัวผู้เล่นที่ไม่สมบูรณ์เต็มอัตราศึกก็น่าจะทำให้ เลสเตอร์ มีโอกาสมากขึ้น…จริงไหม

 2. ที่ไหนได้นะครับ

ปรากฏว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ วางแผนแบบ คลินท์ อิสต์วูด ในหนังแนวตะวันตกเรื่องนั้น ‘ไถ่บาปด้วยบุญปืน’ ว่าแล้วก็เปิดเกมรุกบุกกระหน่ำเข้าใส่แบบเป็นชุดจนผู้มาเยือนต้องใช้รูตูดช่วยหายใจ แถมยังไม่อนุญาตให้สวนกลับด้วยนะ ถือเป็นวิธีการเล่นที่โรคจิตแบบสุดฤทธิ์เลยทีเดียว 

    มันเหมือนการตลบหลัง เลสเตอร์ ที่ตั้งใจมาเล่นเกมรับแล้วรอสวนกลับอันเป็นทีเด็ดของตัวเอง แต่กูบุกแบบไม่ให้มึงสวนกลับ 

3. วิธีการเล่นคือเร่งเกมทันทีตั้งแต่แรก และพยายามจู่โจมเร็วทุกจังหวะ โดยไม่เน้นการครองบอลให้เสียเวลา

    เมื่อเสียบอลก็จะพุ่งเข้าแย่งแบบฉับพลัน ไม่ปล่อยใก้คู่แข่งลืมตาอ้าปาก 

    ไม่ใช่แค่รวดเร็วเท่านั้น พลพรรคหงส์แดงยังรับส่งบอลกันแม่นยำบรรลัย ทั้งลูกสั้นและลูกยาวมีความทะลุทะลวงสูง มิซ้ำความสามารถเฉพาะตัวก็สูงกว่า เอาตัวรอดเก่ง กินตัวได้ตลอด

    แทบทุกครั้งที่ได้บุก พวกเขาจะควบตะบึงขึ้นไปแล้วหาจังหวะจบด้วยการยิงให้ได้ เข้า-ไม่เข้า-ไม่รู้ แต่ขอให้มีจังหวะจบ 

    นี่แหละที่เรียกว่าเกมรุกที่ดุดัน เด็กผีอย่างผมเห็นแล้วก็ขอบตาร้อนผะผ่าว เพราะมันเร้าใจยิ่งนัก

4. คู่เซ็นเตอร์แบ็คอย่าง ฟาบินโญ่ กับ โฌแอล มาติป เล่นสบายเลยนะครับ แค่ยืนปักหลักคู่กันแบบคุมพื้นที่ และคอยอ่านเกม ก่อนชิงจังหวะ เนื่องจากแดนหน้ากับแดนกลางทำงานหนักเสียจนไม่ยอมให้ ‘จิ้งจอกสยาม’ ตั้งเกมได้ 
    หรือวางบอลยาวให้ เจมี่ วาร์ดี้ ใช้ความเร็ว สุดท้ายเหมือนถูกลักพาตัวหายไปจากเกม ซึ่งป่านนี้ยังคาดว่าหาร่างไม่เจอ

    ดาวเตะวัยดึกอย่าง เจมส์ มิลเนอร์ ก็สวมบทแบ็คขวาแทนไอ้หนูเทรนต์ได้แบบไม่ขัดเขิน ขณะที่แบ็คซ้ายก็จัดอยู่ในประเภทด่วนวินาศหยุดไม่อยู่อยู่แล้ว ส่วนในแดนหน้า ดิโอโก้ โชต้า ทดแทนการหายไปของ โม ซาล่าห์ แบบไม่มีที่ติ

5. เวลาเล่นไม่ดี หรือเครื่องสะดุด ลิเวอร์พูล มักจะหาวิธีเอาชนะคู่แข่งได้เสมอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 

    แต่ถ้าเกมไหนที่เครื่องติดและเข้าฝักสามารถระเบิดฟอร์มการเล่นอันเปล่งปลั่งอย่างน่าสยดสยองแบบนี้ออกมา

    คู่แข่งของพวกเขาก็บรรลัย

    ขนาดขาดตัวผู้เล่นสำคัญไปหลายหน่วย พวกพี่ๆ เขายังล่อจนถึงไส้ มันแสดงให้เห็นว่าพลพรรคหงส์แดงชุดนี้มีมาตรฐานสูงมากขนาดไหน

ที่มา siamsport

Related links

7 แข้งลิเวอร์พูลอาจโดนปล่อยยืมก่อนเดดไลน์

ถึงแม้ตลาดซื้อ-ขายนักเตะทั่วไป จะปิดลงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ตลาดในประเทศยังสามารถทำการซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนกันได้อยู่จนถึงวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าผู้เล่นของ ลิเวอร์พูล อาจมีโอกาสได้ย้ายออกไปแบบยืมตัวก่อนที่จะถึงวันเดดไลน์

    สำหรับคนแรกที่มีโอกาส นั่นคือ แฮร์รี่ วิลสัน จริงๆ ถือเป็นเรื่องน่าผิดหวังสุดๆ เมื่อสโมสรปฏิเสธข้อเสนอจาก เบิร์นลี่ย์ เมื่อเดือนก่อน

ถึงตอนนี้เป็นไปไม่ได้เลยว่า ดาวเตะวัย 23 ปีจะเบียดขึ้นไปติดทีมชุดใหญ่ของ ‘หงส์แดง’ เนื่องจากในตอนนี้ผู้เล่นคนอื่นที่เล่นตำแหน่งเดียวกัน มีอยู่เต็มทีมไปหมด

    ซึ่งการลงไปเล่นในทีมระดับแชมเปี้ยนชิพ แบบยืมตัวก็ยังเป็นไปได้ จริงๆ มีหลายทีมที่สนใจคว้าตัว วิลสัน ไปครอบครอง แต่ติดตรงที่ราคาค่าตัวไม่ตรงความต้องการของ ลิเวอร์พูล ฉะนั้น การปล่อยยืม น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

    รายที่สอง เบน วู้ดเบิร์น… เอาเข้าจริงแข้งวัย 20 ปีรายนี้ยังไม่สามารถแจ้งเกิดได้สักที 

เมื่อซีซั่นที่แล้ว เขาถูกปล่อยให้ อ๊อกซ์ฟอร์ด ยืมตัวไปใช้งาน และทีมที่มีข่าวตอนนี้คือ ฮัลล์ ซิตี้ ซึ่งเป็นที่ที่ทำให้ วู้ดเบิร์น มีโอกาสยึดทีมตัวจริงในชุดใหญ่ได้ไม่ยาก

    รายต่อมา นาธาเนี่ยล ฟิลลิปส์ หรือ แนต ฟิลลิปส์ ถึงตอนนี้เขาแทบไม่มีอนาคตกับ ลิเวอร์พูล แล้ว หลังจากที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ดันสองดาวเตะดาวรุ่งตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กขึ้นชุดใหญ่เต็มตัวอย่าง บิลลี่ คูเมติโอ กับ รีห์ส วิลเลี่ยมส์

ฟิลลิปส์ มีข่าวย้ายออกแบบถาวรกับ บริสตอล ซิตี้ รวมถึง เรดดิ้ง, สวอนซี และ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ด้วยเช่นเดียวกัน

    คนที่ 4 เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก แข้งวัย 18 ปีตกเป็นเป้าหมายของทีมในลีก ฮอลแลนด์ และ ทีมระดับลีกา 2 เยอรมนี เช่นเดียวกันหลายๆ ทีมในลีกล่างของอังกฤษ

ฟาน เดน เบิร์ก ทำผลงานน่าประทับใจกับ ลิเวอร์พูล ยู21 ในศึก อีเอฟแอล โทรฟี่ ที่เจอกับ ทรานเมียร์ โรเวอร์ส ซึ่งเกมนั้นก็มีแมวมองจากหลายทีมติดตามฟอร์มการเล่นของเขา

    การปล่อยยืมในทีมลีกล่างของ อังกฤษ ก็ยังเป็นไปได้ก่อนวันที่ 16 ตุลาคม

    ต่อที่รายที่ 5 เฮอร์บี้ เคน มิดฟิลด์วัย 21 ปี มีโอกาสที่จะถูกขายออกไปในวันก่อนปิดตลาดนี้ ซึ่งมี ฮัลล์ ให้ความสนใจอยู่ โดยในอดีตเขาก็เคยไปเล่นในถิ่น KCOM มาแล้ว

รายที่ 6 ยาสเซอร์ ลารูซี่ แบ็กซ้ายดาวรุ่งที่ตอนนี้ไม่มีโอกาสขึ้นชุดใหญ่เนื่องจากมีทั้ง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ คอสตาส ซิมิกาส

    แข้งวัย 19 ปีรายนี้กำลังจะหมดสัญญาในปีหน้า แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการต่อสัญญาใหม่ การปล่อยยืมออกไปเป็นทางออกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม กับสัญญาที่กำลังจะหมดลง อาจทำให้ ลิเวอร์พูล เลือกที่จะขายขาดออกไปเพื่อจะได้ไม่เสียฟรีตอนปีหน้า

    คนสุดท้าย เลียม มิลลาร์ มีหลายทีมใน แชมเปี้ยนชิพ ให้ความสนใจทั้ง สโต๊ค, ควีนส์ พาร์ค เรนเจอร์ส, แบล็คเบิร์น และ ร็อตเธอร์แฮม 

กองหน้าวัย 21 ปี เคยถูกปล่อยยืมไปเล่นใน สกอตแลนด์ กับ คิลมาร์น็อค 2 ปี แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาตั้งใจจะกลับมาเล่นในอังกฤษในซีซั่นนี้

ที่มา siamsport

Related links

สาหัส!แลมพาร์ดรับ4แข้งชวดฉะลิเวอร์พูล

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ก้มหน้ารับ เบน ชิลเวลล์, คริสเตียน พูลิซิช, ฮาคิม ซิเย็ค และ ติอาโก้ ซิลวา จะไม่พร้อมลงเล่นในเกมกับ ลิเวอร์พูล แต่ ติโม แวร์เนอร์ มีความฟิตที่น่าพอใจจนพร้อมช่วยทีม

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี เปิดเผยว่า เบน ชิลเวลล์, คริสเตียน พูลิซิช, ฮาคิม ซิเย็ค และ ติอาโก้ ซิลวา จะอดช่วยทีมในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ทีมของตนมีคิวเปิดรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ เจอกับ ลิเวอร์พูล วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนนี้

4 คนดังกล่าวต่างก็ไม่มีชื่อในเกมแรกของฤดูกาลนี้ที่ เชลซี บุกไปชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1 เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมาไปแล้วหลังจากที่พวกเขาโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน ซึ่งตอนแรกบางฝ่ายมองว่าพวกเขาอาจจะหายทันช่วยทีมในนัดสำคัญกับ ลิเวอร์พูล

แลมพาร์ด เผยว่า “เบน ชิลเวลล์ ไม่พร้อมสำหรับเกมนี้ คริสเตียน พูลิซิช ก็ไม่พร้อมเหมือนกัน เราหวังว่าพวกเขาจะซ้อมได้และมีอาการดีขึ้นในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ ฮาคิม ซิเย็ค เองก็ยังไม่พร้อมเหมือนกัน ส่วน ติโม แวร์เนอร์ มีความฟิตที่ดี”

    พอโดนถามเพิ่มว่า ซิลวา พร้อมลงเล่นหรือไม่ แลมพาร์ด ก็ตอลบว่า “เขา (ซิลวา) ซ้อมกับเรามา 3 หรือ 4 วันแล้ว เรากำลังทำงานเรื่องสภาพความฟิตของเขาอย่างเต็มที่ แต่เกมกับ ลิเวอร์พูล ยังถือว่าเร็วเกินไปสำหรับเขา”

ที่มา siamsport

Related links

คูตี้กลับบาร์ซ่าช่วยลิเวอร์พูลได้เงิน184ล้าน

แฟนบอล ลิเวอร์พูล คงเชียร์ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ได้ลงสนามให้กับ บาร์เซโลน่า ในซีซั่นใหม่ เพราะจะช่วยทำให้ “หงส์แดง” ได้โบนัสอีกราว 184 ล้านบาท

    ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีโอกาสจะได้เงินโบนัสอีก 4.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 184.5 ล้านบาท) หลัง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กองกลางบราซิเลียน ย้ายจาก บาเยิร์น มิวนิค กลับไปเล่นให้ บาร์เซโลน่า ในฤดูกาล 2020/21 ตามรายงานจาก สปอร์ต สื่อกีฬาของสเปน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา

    อนาคตของ คูตินโญ่ เป็นหนึ่งในประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังไม่สามารถแจ้งเกิดกับ บาร์เซโลน่า  จนทำให้ซีซั่น 2019/20 โดนปล่อยมาเล่นแบบยืมตัวกับ บาเยิร์น แต่ “เสือใต้” ตัดสินใจไม่ซื้อขาดหรือยืดสัญญายืมตัว จนทำให้เจ้าตัวต้องกลับถิ่น คัมป์ นู

คูตี้ ย้ายจาก ลิเวอร์พูล มาอยู่กับ บาร์เซโลน่า เมื่อเดือนมกราคม ปี 2018 ด้วยค่าตัวรวมโบนัส 142 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,822 ล้านบาท) และ “บาร์ซ่า” มีข้อตกลงว่า จะต้องจ่ายเงินให้ “หงส์แดง” 4.5 ล้านปอนด์ ต่อการลงเล่นให้ทีมทุกๆ 15 นัดไปจนครบ 90 เกม และจนถึงเวลานี้ คูตินโญ่ ลงสนามไปแล้ว 76 เกม 

    ขณะที่ โรนัลด์ คูมัน เทรนเนอร์คนใหม่ของ บาร์เซโลน่า พร้อมที่จะให้โอกาส คูตินโญ่ ได้พิสูจน์ตัวเองกับทีมในยุคของเขา หลังจาก อาร์เซน่อล และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สนใจที่จะยืมตัวไปใช้งานในฤดูกาลหน้า

ที่มา siamsport

Related links

ไม่ใช่คูมัน!เหตุผลสำคัญไวจ์นัลดุมลาลิเวอร์พูล

นักข่าวคนดังเผยเหตุผลสำคัญแท้จริงที่ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ต้องการลา ลิเวอร์พูล ไปอยู่กับ บาร์ซ่า ไม่ใช่เพราะ โรนัลด์ คูมัน หลังมีรายงานตกลงเรื่องเงื่อนไขส่วนตัวกันแล้ว

    บาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่แห่งศึก ลา ลีกา สเปน บรรลุเงื่อนไขส่วนตัวกับ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม กองกลาง ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้แล้ว ตามรายงานของ สปอร์ต สื่อกีฬาดังแดนกระทิงดุ โดยเวลานี้เหลือแค่รอให้ทั้งสองสโมสรตกลงเรื่องค่าตัวกันเท่านั้น

    รายงานระบุว่า ลิเวอร์พูล จะยอมปล่อย ไวจ์นัลดุม ถ้าหากได้ค่าตัวราว 25 ล้านยูโร (ประมาณ 925 ล้านบาท) ซึ่งตอนนี้ทั้ง 2 ทีมกำลังเจรจากันอยู่ โดย “หงส์แดง” อยากจะปิดดีลกับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค ให้ได้เป็นอันดับแรกก่อนที่จะตกลงขายกองกลางดัตช์

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า สาเหตุที่ ไวจ์นัลดุม ที่เหลือสัญญากับ ลิเวอร์พูล อีก 1 ปี ต้องการอำลาถิ่น แอนฟิลด์ ไปเข้ารัง คัมป์ นู เพราะอยากร่วมงานกับ โรนัลด์ คูมัน กุนซือคนใหม่ของ บาร์เซโลน่า หลังเคยร่วมงานกันมาแล้วในทีมชาติฮอลแลนด์

อย่างไรก็ตาม ไซม่อน ฮิวจ์ส นักข่าวสาย “หงส์แดง” จากหนังสือพิมพ์ ลิเวอร์พูล เอคโค่ และ ดิ แอธเลติก เปิดเผยว่า จริงๆ แล้ว ไวจ์นัลดุม ต้องการย้ายไปอยู่กับ บาร์ซ่า เพราะเรื่องอายุของตัวเองที่อยู่ในวัย 29 แล้ว ทำให้ต้องการได้สัญญาระยะยาว

    ฮิวจ์ส เผยว่า บาร์ซ่า เสนอสัญญาให้ ไวจ์นัลดุม เป็นเวลา 3 ปี ขณะที่ ลิเวอร์พูล ให้สูงสุดกับนักเตะได้แค่ 2 ปีเท่านั้น ส่งผลให้กองกลางชาวดัตช์ตัดสินใจเลือกไปเล่นที่สเปนในที่สุด

    ขณะที่ เจมส์ เพียร์ซ นักข่าวคนดังอีกรายของ ดิ แอธเลติก ทวีตข้อความเมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมาว่า จนถึงเวลานี้ บาร์เซโลน่า ยังไม่ได้ยื่นข้อ

ที่มา siamsport

Related links

สปิริตสู้ไม่ถอย ! เจาะ 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล ไล่ตีเสมอ เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก

ลิเวอร์พูล เกือบจะโดนเผาเครื่องซะแล้ว หลังจากที่ถูก เรดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก ยิงนำไปก่อน 2-0 ในครึ่งแรก แต่ได้ ริอาน บรูว์สเตอร์ สวมบทซูเปอร์ฮีโร่ซัด 2 ประตูช่วยให้ “หงส์แดง” จบแมตช์ด้วยการเสมอ 2-2 ในเกมอุ่นเครื่องที่ประเทศออสเตรีย เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา

    “เดอะ เร้ดส์” ทำผลงานได้ไม่ดีเลยในครึ่งแรก ทั้งแนวรุกที่ขาดความเฉียบคม ส่วนเกมรับก็เล่นอย่างรนราน ทำให้พวกเขาต้องถูก ซัลซ์บวร์ก ยิงนำไปก่อน 2 ประตูตั้งแต่ 15 นาทีแรก แต่งานนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ แก้เกมได้ดีมากๆ โดยครึ่งหลังทีมพัฒนาฟอร์มการเล่นได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

    ขณะที่ บรูว์สเตอร์ แสดงให้ คล็อปป์ ได้เห็นว่าเขาพร้อมที่จะลงสนามช่วยทีมได้เสมอ แม้จะรู้ตัวว่าอาจจะยากที่จะสอดแทรกตัวจริงของ 3 ประสาน “หินเหล็กไฟ” ก็ตาม แต่หากถึงช่วงเวลาคับขันนักเตะก็พร้อมที่จะลงไปพลิกสถานการณ์เฉกเช่นที่แสดงให้เห็นแล้วในเกมล่าสุดนี้

1.ทีมยังขาดความสมบูรณ์

มีเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2020/2021 จะเปิดฉาก สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับทัพ “หงส์แดง” ในเวลานี้ก็คือความสมบูรณ์ในการเล่นเกมรุก-รับของพวกเขา ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในแมตช์เสมอกับ เรดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก 2-2 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

    แม้ว่าจะเป็นแมตช์อุ่นเครื่องก็ตาม แต่ฟอร์มของ “เดอะ เร้ดส์” ไม่เข้าตาเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะในครึ่งแรก ที่สำคัญผลงานของเกมรับก็ดูเหมือนเล่นอย่างรนราน ขณะที่จังหวะเสียประตูแรกมาจากการเล่นที่หละหลวมระหว่าง ฟาบินโญ่ กับ โจ โกเมซ 

 สำหรับเกมนี้ทีมชุดแรกของ ลิเวอร์พูล นั้น เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดชุดที่แข็งแกร่งที่สุดลงสนาม แต่ผลงานที่ออกมากลับเล่นได้อ่อนปวกเปียกโดยเฉพาะในช่วง 45 นาทีแรกทีมไม่ได้สร้างสรรค์เกมอะไรมากนัก สวนทางการ ซัลซ์บวร์ก ที่เล่นได้ดีมากๆ และได้ประตูนำ 2-0 ในช่วง 15 นาทีเท่านั้น

    หากจะมองโลกในแง่บวกก็อาจจะมองได้ว่านี่เป็นเพียงแค่การเคาะสนิทเท่านั้น แต่ถ้า คล็อปป์ ยังไม่รีบกระตุ้นลูกทีมให้พัฒนาศักยภาพในการเล่นเพื่อที่จะกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุด งานนี้คงมีหวังที่จะต้องเจอกับงานสุดหินในการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก แน่นอน 
 
2. บรูว์สเตอร์ พร้อมที่จะอยู่ในแผนของ คล็อปป์

หากจะมองหาผู้เล่นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในสนามเกมนี้ คงต้องยกให้ ริอาน บรูว์สเตอร์ ซึ่งสวมบทฮีโร่ในแมตช์นี้เมื่อลงสนามในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของเกม และจัดการซัด 2 ประตูทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่ต้องโดนเผาเครื่องในแมตช์อุ่นเกือกครั้งนี้

    หลังจากที่ลงสนามไม่ถึง 10 นาที บรูว์สเตอร์ ก็แผลงฤิทธ์ ด้วยการประสานงานกับ เจมส์ มิลเนอร์ ก่อนที่เจ้าตัวจะยิงประตูตีไข่แตกได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะเดียวกันในนาทีที่ 80 หัวหอกดาวรุ่งพุ่งแรงโชว์การยิงที่สุดสวยช่วยตีเสมอให้กับ “หงส์แดง” 

    แน่นอนว่าหากมองจากความเป็นจริงแล้วช่วงเวลานี้ บรูว์สเตอร์ อาจจะมีโอกาสไม่มากนักในการสอดแทรกเข้ามาเป็นตัวจริง เนื่องจากทีมมี 3 ประสานเกมรุกอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยืนเป็นตัวหลัก แต่จากฟอร์มของเขาในช่วงปรีซีซั่นที่ซัดรวมไปแล้ว 3 ประตู น่าจะทำให้ คล็อปป์ ได้ขบคิดเกี่ยวกับการใช้งานลูกทีมรายนี้ 

    ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไรแน่นอนหาก กุนซือชาวเยอรมัน จะตัดสินใจใส่ชื่อของ บรูว์สเตอร์ ลงสนามในแมตช์ที่จะปะทะกับ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล เจ้าของแชมป์เอฟเอ คัพ ที่สนามเวมบลีย์ ศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ในวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ 
 
3. มินามิโนะ พัฒนาฟอร์มอย่างต่อเนื่อง 

    อีกเรื่องดีๆ สำหรับ ลิเวอร์พูล ในแมตช์นี้ก็คือพัฒนาการของ ทาคุมิ มินามิโนะ จอมทัพทีมชาติญี่ปุ่น หลังจากที่เจ้าตัวถูกส่งมาเล่นในครึ่งหลังในแมตช์ปะทะกับต้นสังกัดเก่า และสามารถโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ จนช่วยเปลี่ยนเกมให้กับ “หงส์แดง” เลยทีเดียว

    แนวรุกชาวแดนอาทิตย์อุทัย โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในการลงสนามที่เขาคุ้นเคย (เรดบูลล์ อารีน่า)  โดยเขาโชว์ลีลาการลากเลื้อย และการสัมผัสบอลที่ยอดเยี่ยม รวมทั้งมีส่วนกับประตูตีไข่แตกของทีม นอกจากนี้ยังคอยปั่นป่วนเกมรับของ ซัลซ์บวร์ก ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นเรื่องดีที่ทีมต้องการมากๆ

    จริงๆ แล้วฟอร์มการเล่นของ มินามิโนะ ดีวันดีขึ้นในช่วงที่ “เดอะ เร้ดส์” เก็บตัวอุ่นเครื่องปรีซีซั่น โดยก่อนหน้านี้เขาก็ทำผลงานได้น่าประทับใจในกมที่ช่วยทีมถลุง “ม้าขาย” สตุ๊ตการ์ท 3-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และมีความเป็นไปได้สูงที่นักเตะจะโชว์ศักยภาพที่แท้จริงกับการเล่นให้กับยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์ในอนาคต

    ตอนนี้สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือหาก คล็อปป์ เลือกที่จะใช้แผนด้วยการส่ง มินามิโนะ ลงเล่นในเกมชิงโล่การกุศล คอมมิวนิตี้ ชิลด์ แน่นอนว่านี่เป็นโอกาสดีเยี่ยมที่จะทำให้นักเตะงัดฟอร์มเก่งออกมาในการสู้กับทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า และยังเป็นการเรียกความมั่นใจให้กับเขาด้วย 
 
4. ลุ้นความฟิต ฟาน ไดค์

    สาวก “เดอะ ค็อป” คงใจหายใจคว่ำเนื่องจาก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ปราการหลังตัวเก่ง โชคร้ายสุดๆ เมื่อได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นเลือดตกยางออกจากการปะทะกับผู้เล่นของ เรดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก บริเวณกรอบเขตโทษ จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บบริเวณหางตา

    ต้องบอกเลยว่านี่เป็นอาการบาดเจ็บที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วงเพราะอยู่ใกล้ๆ กับดวงตา และส่งผลให้ คล็อปป์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนตัว  เซนเตอร์แบ็กทีมชาติฮอลแลนด์ ออกตั้งแต่ต้นครึ่งหลัง พร้อมกับส่ง นาเธเนียล ฟิลลิปส์ ลงมาทำหน้าที่แทน 

    แม้ว่าการเตรียมทีมลงเล่นเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่นเปรียบเสมือนการเรียกความฟิตให้กับนักเตะก็ตาม แต่จากการที่ ฟาน ไดค์ มีปัญหาบาดเจ็บในแมตช์นี้ คงทำให้ คล็อปป์ ค่อนข้างกังวลใจพอสมควร เพราะต้องลุ้นว่าลูกทีมคนสำคัญรายนี้จะหายทันและมีร่างกายที่ฟิตพร้อมช่วยทีมในช่วงต้นซีซั่นใหม่นี้
    
5. ประเด็นแฟนบอลเข้าชมในสนาม

    เกมอุ่นเครื่องแมตช์นี้ต้องบอกเลยว่าถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่ได้เห็นคอลูกหนังประมาณ 1,250 รายเข้าไปอยู่ในอัฒจันทร์เพื่อชมเกมนี้ แน่นอนว่าไม่มีอะไรต้องสงสัยว่ามันช่างแฮปปี้มากแค่ไหนที่ได้เห็นแฟนฟุตบอลเข้าไปอยู่ในสนามเรดบูลล์ อารีน่า 

    แน่นอนว่าบรรยากาศมันอาจจไม่ได้เหมือนกับการมีแฟนบอลจำนวนกว่า 30,000 คนเข้าไปส่งเสียงตะโกนเชียร์อย่างที่เราๆ ท่านๆ คุ้นเคย แต่ก็ถือเป็นการนำร่องในการที่จะนำกองเชียร์เข้าไปชมเกมฟุตบอล นับตั้งแต่ที่โดนเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดอย่างรุนแรงในยุโรป และทั่วโลก

    ฉะนั้นนี่อาจจะเป็นความหวังที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในวงการลูกหนังประเทศอังกฤษ โดยมีรายงานว่าเกมที่สนาม เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม ของ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน จะลองทดสอบการจำกัดแฟนบอลเข้าชมเกมในช่วงอุ่นเครื่องปรีซีซั่น และถ้าหากทุกอย่างไปได้สวย เราจะได้เห็นคอลูกหนังในสนามประมาณ 30 เปอร์เซนต์ 

    แม้ว่าการที่แฟนบอลเข้ามาในสนามเพียงแค่นี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องปกติมากนัก เพราะเป็นสิ่งที่หลายๆ คนไม่คุ้นเคย แต่อย่างน้อยๆ การที่มีกองเชียร์เข้ามาชมเกมแม้จะเพียงหยิบมือเดียวก็ยังถือว่าดีกว่าการที่ต้องลงแข่งโดยที่ไม่มีแฟนบอลอยู่ในสนามเหมือนช่วงปลายซีซั่นที่ผ่านมา 

ที่มา siamsport

Related links

ทำความรู้จัก นอร์ดี มูคิเอเล กองหลัง ไลป์ซิก หลังมีข่าว ลิเวอร์พูล ตามให้ความสนใจ

 ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตกเป็นข่าวว่า พร้อมจะเปิดศึกนอกสนามกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยักษ์ใหญ่ ลีก เอิง ฝรั่งเศส ในการไล่ล่า นอร์ดี มูคิเอเล กองหลังดาวรุ่งของ แอร์เบ ไลป์ซิก 

    เลอ10 สปอร์ต สื่อเมืองน้ำหอม รายงานว่า “หงส์แดง” อยากได้ มูคิเอเล วัย 22 ปี มาเป็นตัวสำรองของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาทีมชาติอังกฤษ     วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับ มูคิเอเล กันให้มากขึ้นว่า มีประวัติความเป็นมาอย่างไร และทำไม ลิเวอร์พูล ถึงให้ความสนใจ 

    1. เติบโตมาจากอคาเดมี่ในฝรั่งเศส

มูคิเอเล เกิดที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ปี 1997 ก่อนเข้าไปอยู่กับสถาบันฝึกสอนลูกหนังของสโมสร ปารีส เอฟซี เมื่อปี 2004 

    จากนั้น มูคิเอเล ก็ไปอยู่กับอคาเดมี่ของ ลาวาล สโมสรใน ลีก เดอซ์ เมื่อปี 2013 และได้มีโอกาสลงเล่นนัดแรกเมื่อปี 2014 ด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น

    2. ย้ายจากบ้านเกิดมาเล่นที่เยอรมัน

หลังทำผลงานได้ดีกับ ลาวาล ส่งผลให้ มงต์เปลลิเย่ร์ สโมสรใน ลีก เอิง ดึงไปร่วมทีมในปี 2017 โดยได้ลงสนามในลีกไปทั้งหมด 50 เกมตลอดช่วงเวลา 2 ปีที่อยู่กับทีม

    จากนั้น มูคิเอเล ก็ย้ายมาอยู่กับ ไลป์ซิก ปี 2018 ด้วยค่าตัว 16 ล้านยูโร (ประมาณ 560 ล้านบาท) และได้โอกาสลงเล่นใน บุนเดสลีกา ไปแล้ว 44 เกม ทำได้ 4 ประตู

3. ใช้เวลาปรับตัวกับ ไลป์ซิก

ฤดูกาลแรกของกองหลังชาวฝรั่งเศส กับ ไลป์ซิก ไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าตัวหวังไว้ โดยได้ลงเล่นตัวจริง 5 จาก 8 เกมแรกของซีซั่น 2018/19 ก่อนโดนเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ครึ่งแรกในเกมพบ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2018

    จากนั้น มูคิเอเล ก็ไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงใน บุนเดสลีกา จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 ก่อนกลับมาแย่งตัวจริง และเป็นตัวหลักของทีมในฤดูกาลนี้

    4. เล่นได้หลายตำแหน่ง

ยูเลี่ยน นาเกลส์มัน กุนซือ ไลป์ซิก ปรับให้ มูคิเอเล เล่นได้หลายตำแหน่งทั้ง แบ็กขวา และ เซนเตอร์แบ็ก รวมทั้งบางนัดยังถูกดันขึ้นไปเล่นเป็นวิงแบ็กฝั่งขวาด้วย

    กองหลังวัย 22 ปี ลงเล่นไปทั้งหมด 35 เกมในทุกรายการตลอดซีซั่น 2019/20 โดยขึ้นไปยิงได้ 3 ประตู และแอสซิสต์ให้เพื่อนอีก 3 ครั้ง 

    5. หลายสโมสรตามสนใจ

นอกจากมีข่าวกับ ลิเวอร์พูล และ เปแอสเช แล้วนั้น ยังมีอีกหลายสโมสรที่ตามให้ความสนใจ มูคิเอเล อย่างเช่น แอตเลติโก มาดริด กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นต้น

    มูคิเอเล ถูกยกให้เป็นกองหลังดาวรุ่งที่น่าจะมีอนาคตไกล และมีโอกาสก้าวขึ้นไปติดทีมชาติฝรั่งเศส ชุดใหญ่ในอีกไม่นานนี้ หลังติดทีมชุดเด็กมาแล้วทุกรุ่นตั้งแต่อายุต่ำกว่า 18, 19, 20 และ 21 ปี

ที่มา siamsport

Related links

รอย คีน เชื่อว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะยังไม่สามารถต่อกรกับ ลิเวอร์พูล หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้แน่นอน

แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แพ้ใครมาแล้ว 13 เกมหลังจากเอาชนะ นอริช ในเกมเอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย มาได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นฤดูกาลนั้น ‘ปีศาจแดง’ ออกสตาร์ต ได้อย่างย่ำแย่ จึงทำให้ยังรั้งอันดับ 6 ของลีก โดยที่มีแต้มตามหลัง เชลซี ทีมอันดับ 4 อยู่ 5 คะแนน

    และเมื่อเทียบคะแนนกับ ทีมแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล คู่อริตลอดกาลแล้ว พวกเขามีแต้มตามหลังถึง 37 คะแนน จากการเก็บชัยชนะได้เพียง 13 นัด ขณะที่ ‘หงส์แดง’ คว้าชัยได้ถึง 28 เกม

รอย คีน อดีตกัปตันทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ให้สัมภาษณ์กับ ดิ อินดีเพนเดนท์ สื่อดังของเกาะอังกฤษ โดยเจ้าตัวพูดถึงทีมเก่าว่าเกมรับยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร และไม่เชื่อว่า ‘ปีศาจแดง’ จะก้าวไปเป็นคู่แข่งของ ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ซิตี้ ได้ในช่วง 12 เดือนต่อจากนี้

    “ตารางคะแนนมันไม่โหกใครหรอก” คีน เผย ก่อนที่จะเสริมขึ้นมาว่าตัวเลือกในแนวรับของทีมมีน้อยเกินไป

    “มันเป็นงานยากที่จะก้าวข้าม ลิเวอร์พูล หรือ แมนฯ ซิตี้ ได้ในอีก 12 ดือนข้างหน้า”

ที่มา siamsport

Related links

เพราะอะไร? “เลอเบิฟ” แนะ “คูลิบาลี่” เลือกลิเวอร์พูลดีกว่าแมนยู

“ปีศาจแดง” แสดงความสนใจอย่างชัดเจนที่จะคว้าตัว คูลิบาลี่ มาเสริมแนวรับ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีกระแสข่าวว่า ทีมของกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้ยื่นข้อเสนอเงินจำนวน 80 ล้านยูโร (ประมาณ 2,800 ล้านบาท) ไปให้ นาโปลี พิจารณาเรียบร้อย แต่ เลอเบิฟ มองว่า ปราการหลังทีมชาติเซเนกัลวัย 28 ปี ควรเลือกย้ายไปที่อื่นมากกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด 

  “ผมไม่มีทางแนะนำให้เขาย้ายไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยหลายๆ เหตุผล” อดีตแข้ง เชลซี วัย 52 ปี กล่าวกับ อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาชั้นนำระดับโลก “ผมอยากให้เขาได้แชมป์บ้าง และผมก็คิดว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่ใช่สโมสรที่พร้อมจะคว้าแชมป์”

     พร้อมกันนั้น เลอเบิฟ ยังชี้ว่า คูลิบาลี่ ควรย้ายไปร่วมทัพ “สิงห์บลูส์” หรือ ลิเวอร์พูล มากกว่า “ผมคิดว่า ลิเวอร์พูล เหมาะมากๆ และการมี (เฟอร์จิล) ฟาน ไดค์ อยู่ในทีมด้วย ยิ่งสุดยอดเลย ผมคิดว่า เชลซี ต้องการนักเตะแบบนี้ด้วย แต่ผมไม่รู้ว่า คูลิบาลี่ จะสนใจหรือเปล่านะ หากเขาย้ายไป ลิเวอร์พูล และได้เล่นกับ ฟาน ไดค์ ล่ะก็ ผมเชื่อว่า ฤดูกาลหน้าคงจะเป็นฤดูกาลของ ลิเวอร์พูล อีก”

ที่มา siamsport

Related links

ได้หมดถ้าสดชื่น! “คล็อปป์” คิดยังไงลิเวอร์พูลชูโทรฟี่แชมป์ลีกสนามกลาง

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือเลือดด๊อยท์ช ลิเวอร์พูล ลั่นไม่มีปัญหาหาก “เดอะ เร้ดส์” จะต้องคว้าแชมป์ลีกในสนามกลางที่ไม่ใช่แอนฟิลด์ เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ พร้อมกระตุ้นสาวก “เดอะ ค็อป” อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ แม้จะอึดอัดที่ไม่ได้ออกมาฉลองแชมป์ที่รอมานาน 3 ทศวรรษก็ตาม

    เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ยืนยันตนไม่สนใจว่าต้นสังกัดจะได้ชูโทรฟี่แชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนี้ที่สนามแอนฟิลด์ หรือที่ไหนก็ตาม เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการเห็นทีมประสบความสำเร็จเท่านั้น

ที่มา siamsport

Related links