เจาะผลงาน โอซาน คาบัค คู่หูคนใหม่ของ ฟาน ไดค์ ที่เหมาะกว่า โจ โกเมซ ?

แม้ว่าในฤดูกาล 2019-20 เดยัน ลอฟเรน จะไม่ได้เป็นกำลังหลักของ ลิเวอร์พูล อีกต่อไป จนถึงขั้นได้ลงเล่นในลีกไปเพียง 10 นัด แต่การเสียเขาให้ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ก็เป็นผลร้ายกับ “หงส์แดง” เช่นกัน เพราะมันทำให้พวกเขามีตัวเลือกในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กน้อยลง

    นอกจาก เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ แล้วนั้น อีก 2 คนที่เป็นเซนเตอร์แบ็กระดับที่มีประสบการณ์ในทีมชุดใหญ่คือ โจ โกเมซ และ โฌแอล มาติป ซึ่งถ้าพูดกันตามตรงแล้วมันก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น้อยเกินไป ยังไม่นับรวมเรื่องที่ว่า มาติป มีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บอยู่เรื่อยๆ จนทำให้ไม่ได้ช่วยทีมแบบต่อเนื่องเท่าที่ควรทั้งที่เขามีฝีเท้าดีพอตัว และนั่นก็ทำให้ โกเมซ เป็นคู่หูตัวหลักของ ฟาน ไดค์ ในช่วงที่ผ่านมา

    การมีตัวเลือกในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กน้อยทำให้ ลิเวอร์พูล มีข่าวกับกองหลังหลายรายในช่วงที่ผ่านมา โดยคนล่าสุดคือ โอซาน คาบัค กองหลังดาวรุ่งของ ชาลเก้ 04 ซึ่งวันนี้เราจะมาลองดูกันว่าผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมาของดาวเตะวัย 20 ปีเป็นยังไง หากเทียบกับ โกเมซ

    – เกมรับโดยรวม
    คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของเซนเตอร์แบ็ก โดยตลอดทั้งฤดูกาลนี้ โกเมซ เข้าสกัดโดนบอลเฉลี่ย 0.8 ครั้งต่อเกม จากการลงเล่นในลีกทั้งหมด 28 นัด ขณะที่ คาบัค ทำได้เหนือกว่าเยอะพอตัว เพราะเขาสกัดโดนบอลเฉลี่ย 1.4 ครั้งต่อเกม จากการลงเล่นในลีก 26 เกม

    ในด้านการตัดบอลโดยที่ไม่ต้องพุ่งเสียบนั้น ทั้งคู่ทำได้ดีพอๆ กัน หลังจากที่ทำไปเฉลี่ย 1.4 ครั้งต่อเกม แต่ในด้านการเคลียร์พ้นพื้นที่อันตรายดาวเตะชาวตุรกีทำได้เหนือกว่า ด้วยค่าเฉลี่ย 3.6 ครั้งต่อเกม ขณะที่ โกเมซ ทำได้เพียง 2.1 ครั้งต่อนัดเท่านั้น โดย คาบัค ยังมีจังหวะบล็อก 0.7 ครั้งต่อเกมด้วย ดีกว่า โกเมซ ที่ทำไป 0.3 หนต่อนัดนิดหน่อย

    – การผ่านบอล
    ในฤดูกาลนี้ โกเมซ ผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมได้แม่นยำพอตัว จากการที่ผ่านบอลเข้าเป้า 88 เปอร์เซ็นต์ จนทำให้ทีมไม่โดนตัดบอลจนเสี่ยงเสียประตูมากนัก ขณะเดียวกันเขาก็ยังผ่านบอลระยะไกลเข้าเป้า 3.7 หนต่อเกมอีก

    ขณะที่ คาบัค ทำได้ด้อยกว่า หลังจากผ่านบอลเข้าเป้า 81.5 เปอร์เซ็นต์ แถมเขายังมีค่าเฉลี่ยน้อยกว่าทั้งที่มีจังหวะผ่านบอลต่อเกม 39.8 ครั้ง ขณะที่ โกเมซ มีจังหวะผ่านบอลทั้งหมดเยอะถึง 71 ครั้งต่อเกม นอกจากนี้ คาบัค ก็ยังผ่านบอลระยะไกลเข้าเป้า 3.3 หนต่อนัด น้อยกว่า โกเมซ ด้วย

    – การเล่นลูกกลางอากาศ
    ตลอดทั้งซีซั่นนี้ โกเมซ ชนะการดวลลูกกลางอากาศเฉลี่ยแล้ว 2.5 ครั้งต่อเกม ซึ่งมันก็ถือเป็นผลงานที่อาจจะไม่ได้เลวร้ายอะไร อย่างไรก็ตาม คาบัค ทำได้ดีกว่าเขา เพราะชนะการดวลลูกกลางอากาศได้เฉลี่ย 2.9 ครั้งต่อเกมด้วยกัน

    ลูกกลางอากาศของ คาบัค โดดเด่นมากๆ จนถึงขนาดที่ 3 ประตูที่เขาทำได้กับการเล่น บุนเดสลีกา ในฤดูกาลนี้มันมาจากลูกโขก 2 ลูก และที่จริงซีซั่นก่อนตอนที่อยู่กับ เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท เขาก็ทำประตูจากลูกโหม่งได้ 2 หนเช่นกัน

ที่มา siamsport

Related links

ทำความรู้จัก นอร์ดี มูคิเอเล กองหลัง ไลป์ซิก หลังมีข่าว ลิเวอร์พูล ตามให้ความสนใจ

 ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตกเป็นข่าวว่า พร้อมจะเปิดศึกนอกสนามกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยักษ์ใหญ่ ลีก เอิง ฝรั่งเศส ในการไล่ล่า นอร์ดี มูคิเอเล กองหลังดาวรุ่งของ แอร์เบ ไลป์ซิก 

    เลอ10 สปอร์ต สื่อเมืองน้ำหอม รายงานว่า “หงส์แดง” อยากได้ มูคิเอเล วัย 22 ปี มาเป็นตัวสำรองของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาทีมชาติอังกฤษ     วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับ มูคิเอเล กันให้มากขึ้นว่า มีประวัติความเป็นมาอย่างไร และทำไม ลิเวอร์พูล ถึงให้ความสนใจ 

    1. เติบโตมาจากอคาเดมี่ในฝรั่งเศส

มูคิเอเล เกิดที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ปี 1997 ก่อนเข้าไปอยู่กับสถาบันฝึกสอนลูกหนังของสโมสร ปารีส เอฟซี เมื่อปี 2004 

    จากนั้น มูคิเอเล ก็ไปอยู่กับอคาเดมี่ของ ลาวาล สโมสรใน ลีก เดอซ์ เมื่อปี 2013 และได้มีโอกาสลงเล่นนัดแรกเมื่อปี 2014 ด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น

    2. ย้ายจากบ้านเกิดมาเล่นที่เยอรมัน

หลังทำผลงานได้ดีกับ ลาวาล ส่งผลให้ มงต์เปลลิเย่ร์ สโมสรใน ลีก เอิง ดึงไปร่วมทีมในปี 2017 โดยได้ลงสนามในลีกไปทั้งหมด 50 เกมตลอดช่วงเวลา 2 ปีที่อยู่กับทีม

    จากนั้น มูคิเอเล ก็ย้ายมาอยู่กับ ไลป์ซิก ปี 2018 ด้วยค่าตัว 16 ล้านยูโร (ประมาณ 560 ล้านบาท) และได้โอกาสลงเล่นใน บุนเดสลีกา ไปแล้ว 44 เกม ทำได้ 4 ประตู

3. ใช้เวลาปรับตัวกับ ไลป์ซิก

ฤดูกาลแรกของกองหลังชาวฝรั่งเศส กับ ไลป์ซิก ไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าตัวหวังไว้ โดยได้ลงเล่นตัวจริง 5 จาก 8 เกมแรกของซีซั่น 2018/19 ก่อนโดนเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ครึ่งแรกในเกมพบ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2018

    จากนั้น มูคิเอเล ก็ไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงใน บุนเดสลีกา จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 ก่อนกลับมาแย่งตัวจริง และเป็นตัวหลักของทีมในฤดูกาลนี้

    4. เล่นได้หลายตำแหน่ง

ยูเลี่ยน นาเกลส์มัน กุนซือ ไลป์ซิก ปรับให้ มูคิเอเล เล่นได้หลายตำแหน่งทั้ง แบ็กขวา และ เซนเตอร์แบ็ก รวมทั้งบางนัดยังถูกดันขึ้นไปเล่นเป็นวิงแบ็กฝั่งขวาด้วย

    กองหลังวัย 22 ปี ลงเล่นไปทั้งหมด 35 เกมในทุกรายการตลอดซีซั่น 2019/20 โดยขึ้นไปยิงได้ 3 ประตู และแอสซิสต์ให้เพื่อนอีก 3 ครั้ง 

    5. หลายสโมสรตามสนใจ

นอกจากมีข่าวกับ ลิเวอร์พูล และ เปแอสเช แล้วนั้น ยังมีอีกหลายสโมสรที่ตามให้ความสนใจ มูคิเอเล อย่างเช่น แอตเลติโก มาดริด กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นต้น

    มูคิเอเล ถูกยกให้เป็นกองหลังดาวรุ่งที่น่าจะมีอนาคตไกล และมีโอกาสก้าวขึ้นไปติดทีมชาติฝรั่งเศส ชุดใหญ่ในอีกไม่นานนี้ หลังติดทีมชุดเด็กมาแล้วทุกรุ่นตั้งแต่อายุต่ำกว่า 18, 19, 20 และ 21 ปี

ที่มา siamsport

Related links

“บังโม”เหมา2ตุงลุ้นดาวซัลโว ! ผ่า 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล ทุบ ไบรท์ตัน

ลิเวอร์พูล เดินหน้าเก็บชัยชนะอย่างต่อเนื่องหลังพวกเขาบุกไปทุบ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1 ที่สนามเอเม็กซ์ สเตเดี้ยม ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพุธที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้พวกเขาเก็บแต้มไปแล้ว 92 คะแนน และมีลุ้นที่จะทำสถิติคว้าแต้มเกิน 100 คะแนนในฤดูกาลนี้

    ผลงานของ “หงส์แดง” ต้องบอกว่าสุดยอดจริงๆ โดยเฉพาะ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่เหมา 2 ประตูในเกมนี้ ทำให้เขามีโอกาสที่จะลุ้นตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน หลังทำไปแล้ว 19 ประตู ตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ เพียงแค่ 3 ลูกเท่านั้น และเหลือเกมลีก 4 แมตช์ งานนี้มีลุ้นเลยทีเดียว

    ขณะเดียวกันชัยชนะในเกมนี้ทำให้ทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ เก็บชัยไปแล้ว 30 แมตช์ ซึ่งถือว่าเร็วที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลอังกฤษ หลังจากผ่านไปเพียง 34 เกมเท่านั้น แถม 4 แมตช์ที่เหลืออยู่หากพวกเขาเก็บชัยได้หมดจะทำให้ได้คะแนนรวม 104 แต้ม ทำลายสถิติของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยทำเอาไว้ 100 คะแนนจนหมดสิ้น 

1. บททดสอบ วิลเลี่ยมส์ กับตำแหน่งแบ็กซ้าย 

2. ซาลาห์ไล่ล่าดาวซัลโวสมัยที่ 3 ติดต่อกัน 

3. เกอิต้า กลับมาแล้ว !!

4. ฟาน ไดค์ แกร่งทั่วแผ่น

5. สถิติทะลุ 100 คะแนนยังมีโอกาส 

ที่มา siamsport

Related links