สาหัส!แลมพาร์ดรับ4แข้งชวดฉะลิเวอร์พูล

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ก้มหน้ารับ เบน ชิลเวลล์, คริสเตียน พูลิซิช, ฮาคิม ซิเย็ค และ ติอาโก้ ซิลวา จะไม่พร้อมลงเล่นในเกมกับ ลิเวอร์พูล แต่ ติโม แวร์เนอร์ มีความฟิตที่น่าพอใจจนพร้อมช่วยทีม

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี เปิดเผยว่า เบน ชิลเวลล์, คริสเตียน พูลิซิช, ฮาคิม ซิเย็ค และ ติอาโก้ ซิลวา จะอดช่วยทีมในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ทีมของตนมีคิวเปิดรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ เจอกับ ลิเวอร์พูล วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนนี้

4 คนดังกล่าวต่างก็ไม่มีชื่อในเกมแรกของฤดูกาลนี้ที่ เชลซี บุกไปชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1 เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมาไปแล้วหลังจากที่พวกเขาโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน ซึ่งตอนแรกบางฝ่ายมองว่าพวกเขาอาจจะหายทันช่วยทีมในนัดสำคัญกับ ลิเวอร์พูล

แลมพาร์ด เผยว่า “เบน ชิลเวลล์ ไม่พร้อมสำหรับเกมนี้ คริสเตียน พูลิซิช ก็ไม่พร้อมเหมือนกัน เราหวังว่าพวกเขาจะซ้อมได้และมีอาการดีขึ้นในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ ฮาคิม ซิเย็ค เองก็ยังไม่พร้อมเหมือนกัน ส่วน ติโม แวร์เนอร์ มีความฟิตที่ดี”

    พอโดนถามเพิ่มว่า ซิลวา พร้อมลงเล่นหรือไม่ แลมพาร์ด ก็ตอลบว่า “เขา (ซิลวา) ซ้อมกับเรามา 3 หรือ 4 วันแล้ว เรากำลังทำงานเรื่องสภาพความฟิตของเขาอย่างเต็มที่ แต่เกมกับ ลิเวอร์พูล ยังถือว่าเร็วเกินไปสำหรับเขา”

ที่มา siamsport

Related links

คูตี้กลับบาร์ซ่าช่วยลิเวอร์พูลได้เงิน184ล้าน

แฟนบอล ลิเวอร์พูล คงเชียร์ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ได้ลงสนามให้กับ บาร์เซโลน่า ในซีซั่นใหม่ เพราะจะช่วยทำให้ “หงส์แดง” ได้โบนัสอีกราว 184 ล้านบาท

    ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีโอกาสจะได้เงินโบนัสอีก 4.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 184.5 ล้านบาท) หลัง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กองกลางบราซิเลียน ย้ายจาก บาเยิร์น มิวนิค กลับไปเล่นให้ บาร์เซโลน่า ในฤดูกาล 2020/21 ตามรายงานจาก สปอร์ต สื่อกีฬาของสเปน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา

    อนาคตของ คูตินโญ่ เป็นหนึ่งในประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังไม่สามารถแจ้งเกิดกับ บาร์เซโลน่า  จนทำให้ซีซั่น 2019/20 โดนปล่อยมาเล่นแบบยืมตัวกับ บาเยิร์น แต่ “เสือใต้” ตัดสินใจไม่ซื้อขาดหรือยืดสัญญายืมตัว จนทำให้เจ้าตัวต้องกลับถิ่น คัมป์ นู

คูตี้ ย้ายจาก ลิเวอร์พูล มาอยู่กับ บาร์เซโลน่า เมื่อเดือนมกราคม ปี 2018 ด้วยค่าตัวรวมโบนัส 142 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,822 ล้านบาท) และ “บาร์ซ่า” มีข้อตกลงว่า จะต้องจ่ายเงินให้ “หงส์แดง” 4.5 ล้านปอนด์ ต่อการลงเล่นให้ทีมทุกๆ 15 นัดไปจนครบ 90 เกม และจนถึงเวลานี้ คูตินโญ่ ลงสนามไปแล้ว 76 เกม 

    ขณะที่ โรนัลด์ คูมัน เทรนเนอร์คนใหม่ของ บาร์เซโลน่า พร้อมที่จะให้โอกาส คูตินโญ่ ได้พิสูจน์ตัวเองกับทีมในยุคของเขา หลังจาก อาร์เซน่อล และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สนใจที่จะยืมตัวไปใช้งานในฤดูกาลหน้า

ที่มา siamsport

Related links

ไม่ใช่คูมัน!เหตุผลสำคัญไวจ์นัลดุมลาลิเวอร์พูล

นักข่าวคนดังเผยเหตุผลสำคัญแท้จริงที่ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ต้องการลา ลิเวอร์พูล ไปอยู่กับ บาร์ซ่า ไม่ใช่เพราะ โรนัลด์ คูมัน หลังมีรายงานตกลงเรื่องเงื่อนไขส่วนตัวกันแล้ว

    บาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่แห่งศึก ลา ลีกา สเปน บรรลุเงื่อนไขส่วนตัวกับ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม กองกลาง ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้แล้ว ตามรายงานของ สปอร์ต สื่อกีฬาดังแดนกระทิงดุ โดยเวลานี้เหลือแค่รอให้ทั้งสองสโมสรตกลงเรื่องค่าตัวกันเท่านั้น

    รายงานระบุว่า ลิเวอร์พูล จะยอมปล่อย ไวจ์นัลดุม ถ้าหากได้ค่าตัวราว 25 ล้านยูโร (ประมาณ 925 ล้านบาท) ซึ่งตอนนี้ทั้ง 2 ทีมกำลังเจรจากันอยู่ โดย “หงส์แดง” อยากจะปิดดีลกับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค ให้ได้เป็นอันดับแรกก่อนที่จะตกลงขายกองกลางดัตช์

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า สาเหตุที่ ไวจ์นัลดุม ที่เหลือสัญญากับ ลิเวอร์พูล อีก 1 ปี ต้องการอำลาถิ่น แอนฟิลด์ ไปเข้ารัง คัมป์ นู เพราะอยากร่วมงานกับ โรนัลด์ คูมัน กุนซือคนใหม่ของ บาร์เซโลน่า หลังเคยร่วมงานกันมาแล้วในทีมชาติฮอลแลนด์

อย่างไรก็ตาม ไซม่อน ฮิวจ์ส นักข่าวสาย “หงส์แดง” จากหนังสือพิมพ์ ลิเวอร์พูล เอคโค่ และ ดิ แอธเลติก เปิดเผยว่า จริงๆ แล้ว ไวจ์นัลดุม ต้องการย้ายไปอยู่กับ บาร์ซ่า เพราะเรื่องอายุของตัวเองที่อยู่ในวัย 29 แล้ว ทำให้ต้องการได้สัญญาระยะยาว

    ฮิวจ์ส เผยว่า บาร์ซ่า เสนอสัญญาให้ ไวจ์นัลดุม เป็นเวลา 3 ปี ขณะที่ ลิเวอร์พูล ให้สูงสุดกับนักเตะได้แค่ 2 ปีเท่านั้น ส่งผลให้กองกลางชาวดัตช์ตัดสินใจเลือกไปเล่นที่สเปนในที่สุด

    ขณะที่ เจมส์ เพียร์ซ นักข่าวคนดังอีกรายของ ดิ แอธเลติก ทวีตข้อความเมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมาว่า จนถึงเวลานี้ บาร์เซโลน่า ยังไม่ได้ยื่นข้อ

ที่มา siamsport

Related links

สปิริตสู้ไม่ถอย ! เจาะ 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล ไล่ตีเสมอ เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก

ลิเวอร์พูล เกือบจะโดนเผาเครื่องซะแล้ว หลังจากที่ถูก เรดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก ยิงนำไปก่อน 2-0 ในครึ่งแรก แต่ได้ ริอาน บรูว์สเตอร์ สวมบทซูเปอร์ฮีโร่ซัด 2 ประตูช่วยให้ “หงส์แดง” จบแมตช์ด้วยการเสมอ 2-2 ในเกมอุ่นเครื่องที่ประเทศออสเตรีย เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา

    “เดอะ เร้ดส์” ทำผลงานได้ไม่ดีเลยในครึ่งแรก ทั้งแนวรุกที่ขาดความเฉียบคม ส่วนเกมรับก็เล่นอย่างรนราน ทำให้พวกเขาต้องถูก ซัลซ์บวร์ก ยิงนำไปก่อน 2 ประตูตั้งแต่ 15 นาทีแรก แต่งานนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ แก้เกมได้ดีมากๆ โดยครึ่งหลังทีมพัฒนาฟอร์มการเล่นได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

    ขณะที่ บรูว์สเตอร์ แสดงให้ คล็อปป์ ได้เห็นว่าเขาพร้อมที่จะลงสนามช่วยทีมได้เสมอ แม้จะรู้ตัวว่าอาจจะยากที่จะสอดแทรกตัวจริงของ 3 ประสาน “หินเหล็กไฟ” ก็ตาม แต่หากถึงช่วงเวลาคับขันนักเตะก็พร้อมที่จะลงไปพลิกสถานการณ์เฉกเช่นที่แสดงให้เห็นแล้วในเกมล่าสุดนี้

1.ทีมยังขาดความสมบูรณ์

มีเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2020/2021 จะเปิดฉาก สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับทัพ “หงส์แดง” ในเวลานี้ก็คือความสมบูรณ์ในการเล่นเกมรุก-รับของพวกเขา ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในแมตช์เสมอกับ เรดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก 2-2 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

    แม้ว่าจะเป็นแมตช์อุ่นเครื่องก็ตาม แต่ฟอร์มของ “เดอะ เร้ดส์” ไม่เข้าตาเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะในครึ่งแรก ที่สำคัญผลงานของเกมรับก็ดูเหมือนเล่นอย่างรนราน ขณะที่จังหวะเสียประตูแรกมาจากการเล่นที่หละหลวมระหว่าง ฟาบินโญ่ กับ โจ โกเมซ 

 สำหรับเกมนี้ทีมชุดแรกของ ลิเวอร์พูล นั้น เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดชุดที่แข็งแกร่งที่สุดลงสนาม แต่ผลงานที่ออกมากลับเล่นได้อ่อนปวกเปียกโดยเฉพาะในช่วง 45 นาทีแรกทีมไม่ได้สร้างสรรค์เกมอะไรมากนัก สวนทางการ ซัลซ์บวร์ก ที่เล่นได้ดีมากๆ และได้ประตูนำ 2-0 ในช่วง 15 นาทีเท่านั้น

    หากจะมองโลกในแง่บวกก็อาจจะมองได้ว่านี่เป็นเพียงแค่การเคาะสนิทเท่านั้น แต่ถ้า คล็อปป์ ยังไม่รีบกระตุ้นลูกทีมให้พัฒนาศักยภาพในการเล่นเพื่อที่จะกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุด งานนี้คงมีหวังที่จะต้องเจอกับงานสุดหินในการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก แน่นอน 
 
2. บรูว์สเตอร์ พร้อมที่จะอยู่ในแผนของ คล็อปป์

หากจะมองหาผู้เล่นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในสนามเกมนี้ คงต้องยกให้ ริอาน บรูว์สเตอร์ ซึ่งสวมบทฮีโร่ในแมตช์นี้เมื่อลงสนามในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของเกม และจัดการซัด 2 ประตูทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่ต้องโดนเผาเครื่องในแมตช์อุ่นเกือกครั้งนี้

    หลังจากที่ลงสนามไม่ถึง 10 นาที บรูว์สเตอร์ ก็แผลงฤิทธ์ ด้วยการประสานงานกับ เจมส์ มิลเนอร์ ก่อนที่เจ้าตัวจะยิงประตูตีไข่แตกได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะเดียวกันในนาทีที่ 80 หัวหอกดาวรุ่งพุ่งแรงโชว์การยิงที่สุดสวยช่วยตีเสมอให้กับ “หงส์แดง” 

    แน่นอนว่าหากมองจากความเป็นจริงแล้วช่วงเวลานี้ บรูว์สเตอร์ อาจจะมีโอกาสไม่มากนักในการสอดแทรกเข้ามาเป็นตัวจริง เนื่องจากทีมมี 3 ประสานเกมรุกอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยืนเป็นตัวหลัก แต่จากฟอร์มของเขาในช่วงปรีซีซั่นที่ซัดรวมไปแล้ว 3 ประตู น่าจะทำให้ คล็อปป์ ได้ขบคิดเกี่ยวกับการใช้งานลูกทีมรายนี้ 

    ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไรแน่นอนหาก กุนซือชาวเยอรมัน จะตัดสินใจใส่ชื่อของ บรูว์สเตอร์ ลงสนามในแมตช์ที่จะปะทะกับ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล เจ้าของแชมป์เอฟเอ คัพ ที่สนามเวมบลีย์ ศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ในวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ 
 
3. มินามิโนะ พัฒนาฟอร์มอย่างต่อเนื่อง 

    อีกเรื่องดีๆ สำหรับ ลิเวอร์พูล ในแมตช์นี้ก็คือพัฒนาการของ ทาคุมิ มินามิโนะ จอมทัพทีมชาติญี่ปุ่น หลังจากที่เจ้าตัวถูกส่งมาเล่นในครึ่งหลังในแมตช์ปะทะกับต้นสังกัดเก่า และสามารถโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ จนช่วยเปลี่ยนเกมให้กับ “หงส์แดง” เลยทีเดียว

    แนวรุกชาวแดนอาทิตย์อุทัย โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในการลงสนามที่เขาคุ้นเคย (เรดบูลล์ อารีน่า)  โดยเขาโชว์ลีลาการลากเลื้อย และการสัมผัสบอลที่ยอดเยี่ยม รวมทั้งมีส่วนกับประตูตีไข่แตกของทีม นอกจากนี้ยังคอยปั่นป่วนเกมรับของ ซัลซ์บวร์ก ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นเรื่องดีที่ทีมต้องการมากๆ

    จริงๆ แล้วฟอร์มการเล่นของ มินามิโนะ ดีวันดีขึ้นในช่วงที่ “เดอะ เร้ดส์” เก็บตัวอุ่นเครื่องปรีซีซั่น โดยก่อนหน้านี้เขาก็ทำผลงานได้น่าประทับใจในกมที่ช่วยทีมถลุง “ม้าขาย” สตุ๊ตการ์ท 3-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และมีความเป็นไปได้สูงที่นักเตะจะโชว์ศักยภาพที่แท้จริงกับการเล่นให้กับยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์ในอนาคต

    ตอนนี้สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือหาก คล็อปป์ เลือกที่จะใช้แผนด้วยการส่ง มินามิโนะ ลงเล่นในเกมชิงโล่การกุศล คอมมิวนิตี้ ชิลด์ แน่นอนว่านี่เป็นโอกาสดีเยี่ยมที่จะทำให้นักเตะงัดฟอร์มเก่งออกมาในการสู้กับทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า และยังเป็นการเรียกความมั่นใจให้กับเขาด้วย 
 
4. ลุ้นความฟิต ฟาน ไดค์

    สาวก “เดอะ ค็อป” คงใจหายใจคว่ำเนื่องจาก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ปราการหลังตัวเก่ง โชคร้ายสุดๆ เมื่อได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นเลือดตกยางออกจากการปะทะกับผู้เล่นของ เรดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก บริเวณกรอบเขตโทษ จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บบริเวณหางตา

    ต้องบอกเลยว่านี่เป็นอาการบาดเจ็บที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วงเพราะอยู่ใกล้ๆ กับดวงตา และส่งผลให้ คล็อปป์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนตัว  เซนเตอร์แบ็กทีมชาติฮอลแลนด์ ออกตั้งแต่ต้นครึ่งหลัง พร้อมกับส่ง นาเธเนียล ฟิลลิปส์ ลงมาทำหน้าที่แทน 

    แม้ว่าการเตรียมทีมลงเล่นเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่นเปรียบเสมือนการเรียกความฟิตให้กับนักเตะก็ตาม แต่จากการที่ ฟาน ไดค์ มีปัญหาบาดเจ็บในแมตช์นี้ คงทำให้ คล็อปป์ ค่อนข้างกังวลใจพอสมควร เพราะต้องลุ้นว่าลูกทีมคนสำคัญรายนี้จะหายทันและมีร่างกายที่ฟิตพร้อมช่วยทีมในช่วงต้นซีซั่นใหม่นี้
    
5. ประเด็นแฟนบอลเข้าชมในสนาม

    เกมอุ่นเครื่องแมตช์นี้ต้องบอกเลยว่าถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่ได้เห็นคอลูกหนังประมาณ 1,250 รายเข้าไปอยู่ในอัฒจันทร์เพื่อชมเกมนี้ แน่นอนว่าไม่มีอะไรต้องสงสัยว่ามันช่างแฮปปี้มากแค่ไหนที่ได้เห็นแฟนฟุตบอลเข้าไปอยู่ในสนามเรดบูลล์ อารีน่า 

    แน่นอนว่าบรรยากาศมันอาจจไม่ได้เหมือนกับการมีแฟนบอลจำนวนกว่า 30,000 คนเข้าไปส่งเสียงตะโกนเชียร์อย่างที่เราๆ ท่านๆ คุ้นเคย แต่ก็ถือเป็นการนำร่องในการที่จะนำกองเชียร์เข้าไปชมเกมฟุตบอล นับตั้งแต่ที่โดนเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดอย่างรุนแรงในยุโรป และทั่วโลก

    ฉะนั้นนี่อาจจะเป็นความหวังที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในวงการลูกหนังประเทศอังกฤษ โดยมีรายงานว่าเกมที่สนาม เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม ของ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน จะลองทดสอบการจำกัดแฟนบอลเข้าชมเกมในช่วงอุ่นเครื่องปรีซีซั่น และถ้าหากทุกอย่างไปได้สวย เราจะได้เห็นคอลูกหนังในสนามประมาณ 30 เปอร์เซนต์ 

    แม้ว่าการที่แฟนบอลเข้ามาในสนามเพียงแค่นี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องปกติมากนัก เพราะเป็นสิ่งที่หลายๆ คนไม่คุ้นเคย แต่อย่างน้อยๆ การที่มีกองเชียร์เข้ามาชมเกมแม้จะเพียงหยิบมือเดียวก็ยังถือว่าดีกว่าการที่ต้องลงแข่งโดยที่ไม่มีแฟนบอลอยู่ในสนามเหมือนช่วงปลายซีซั่นที่ผ่านมา 

ที่มา siamsport

Related links

ยกเครื่อง!บาร์ซ่าเล็งโละยกชุดเหลือ4รายเท่านั้น

สื่อสเปนตีข่าว บาร์เซโลน่า เตรียมทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการโละนักเตะออกไปแทบยกชุด โดยจะเลือกแค่ 4 ผู้เล่นที่ดูแล้วเป็นอนาคตของสโมสร พร้อมกันนี้ยังเล็งปล่อยแข้งสตาร์อายุเกิน 30 ปีออกไปเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้วย

               บาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่แห่งศึกลา ลีกา สเปน เตรียมดำเนินงานการปรับทีมแบบยกเครื่องด้วยการโละนักเตะชุดปัจจุบันออกไปจนแทบเกลี้ยง โดยจะเหลือเพียงแค่ 4 ผู้เล่นซึ่งเป็นอนาคตของสโมสรเอาไว้เท่านั้น จากการเปิดเผยของ สปอร์ต สื่อดังในเมืองกระทิงดุ

              หลังจากที่ทัพ “เจ้าบุญทุ่ม” โดน “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ยำใหญ่ไม่นับญาติด้วยสกอร์ 2-8 ร่วงตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดย เคราร์ด ปิเก้ ปราการหลังจอมแกร่งถึงกับออกมาพูดด้วยตัวเองว่าถึงเวลาแล้วที่ บาร์ซ่า จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง 

สำหรับคำพูดของ ปิเก้ ดูเหมือนว่าเขายินดีที่จะอำลาสโมสรหากรู้สึกว่าตนไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป โดยเรื่องนี้เจ้าตัวสบายใจได้เพราะ อดีตดาวเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ย้ายทีมสมใจอยากแน่นอน เนื่องจาก สปอร์ต ระบุว่าเขาเป็นหนึ่งในรายชื่อที่จะโดนโละทิ้ง

              สื่อสเปนระบุอีกว่า โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธานสโมสร พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงทีมแบบยกเครื่อง แต่จะเก็บเอาไว้แค่ 4 คนเท่านั้นซึ่งเป็นอนาคตของทีมได้แก่ มาร์ก-อันเดร แทร์ สเตเก้น, เกลม็องต์ ล็องเกล้ต์, แฟรงกี้ เดอ ยอง และ ลิโอเนล เมสซี่ 

              ขณะเดียวกับ บาร์เซโลน่า ก็พร้อมที่จะตอบรับข้อเสนอที่น่าสนใจจากทุกๆ สโมสรในการซื้อผู้เล่นทีมชุดใหญ่อย่างเช่น ซามูแอล อุมตีตี้, อิวาน ราคิติช และ อาร์ตูโร่ วิดัล นอกจากนี้ทีมยังเตรียมปล่อยนักเตะสตาร์ที่อายุเกิน 30 ปีออกไปเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายของสโมสรด้วย 

ที่มา siamsport

Related links

“หมู ปากน้ำ” เปิดเกมสู้จบเซสชั่นสองเสมอเซลบี้สุดระทึกศึกชิงแชมป์โลก

การแข่งขันสนุกเกอร์ชิงแชมป์โลก ที่ ครูซิเบิลเธียร์เตอร์ เมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ อังกฤษ ชิงเงินรางวัลรวมทั้งสิ้น 2,395,000 ปอนด์ โดยแชมป์จะได้รับเงินถึง 500,000 ปอนด์ หรือประมาณ 20 ล้านบาท เมื่อช่วงดึกของวันที่ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันในรอบ 16 คนสุดท้าย ซึ่งจะแข่งระบบ 13 ใน 25 เฟรม

    เป็นการแข่งขันต่อในเซสชั่นที่ 2 อีก 8 เฟรม ของ “หมู ปากน้ำ” นักสนุกเก้อร์ขวัญใจชาวไทย พบกับ มาร์ค เซลบี้ อดีตแชมป์โลก 3 สมัย และเป็นมืออันดับ 7 ของโลก ชาวเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเซสชั่นแรก “หมู ปากน้ำ” ระเบิดคิวคมออกนำไปก่อน 5-3 เฟรม
    
    เปิดฉากเฟรมที่ 9-11 ดูเหมือนว่า มาร์ค เซลบี้ จะใช้ความเก๋าแถมความคมระดับแนวหน้าของโลกที่เหนือกว่าเก็บไปได้ก่อนทั้งหมดที่สกอร์ 110-0, 71-11 และเฟรมที่ 11 เซลบี้กดไม้เดียวถึง 120 แต้มปิดเกมที่ 120-0 ส่งผลให้ เซลบี้ แซงนำไป 6-5 เฟรม

 เฟรมที่ 12 นพพล แสงคำ เริ่มจะกลับคืนความนิ่งอีกครั้งเก็บคืนมาได้บ้างด้วยสกอร์ 74-0 ทำให้เสมอกันที่ 6-6 เฟรมและพัก 15 นาที

มาต่อกันที่เฟรมที่ 13 “หมู ปากน้ำ” เป็นฝ่ายเปิดเกมก่อน มาร์ค เซลบี้ ไม่รอช้าสู่ตั้งแต่เม็ดแรกทันทีแต่ดันไปฟัดจมูลหลุมไกลลูกไหลมาเข้าทาง “หมู ปากน้ำ” ได้เข้าเบรกทันทีแต่ก็เก็บได้เพียง 40 แต้มเท่านั้นเมื่อกดดำลงหลุมแต่ดันบังคับขาวแรงเกินไปทำให้ต้องตัดสินใจกันทันที และเป็น “หมู” ที่กันได้ดีกว่าทำให้ เซลบี้ กดดันและกันพลาดเป็นโอกาสของสอยคิวชาวไทยได้เข้าเบรกอีกครั้ง คราวนี้ไม่พลาดกดต่อไปอีก 85 แต้มคว้าชัยไป 2 เฟรมติดส่งผลให้ “หมู ปากน้ำ” กลับแซงขึ้นมานำ 7-6 เฟรม

    เฟรมที่ 14 “หมู ปากน้ำ” กันไม้สองสั้นไม่ถึงชิ่งหลังทำให้ เซลบี้ ส่องแดงเม็ดแรกลงไปไม่ยากและได้เข้าเบรกก่อนในเฟรมนี้ และก็ไม่พลาดกดไม้เดียว 83 แต้มก่อนจะแทงเหลืองหลุมไกลไม่ลงแต่ก็ปิดเฟรมไปได้ที่ 83-0 เซลบี้ ไล่ตามมาเสมอกันที่ 7-7 เฟรม

    เฟรมที่ 15 เป็น “หมู ปากน้ำ” ส่องไกลเก็บแดงเม็ดแรกไว้ได้ก่อนแต่ก็ทำได้เพียงเก็บดำเพิ่มอีกเม็ดเท่านั้นก่อนจะพลาดแดงหลุมกลาง แต่ก็ยังมีโชคทำให้ เซลบี้ ต้องกันอีกครั้งไม่ทันที่ เซลบี้ จะนั่งบนเก้าอี้ “หมู ปากน้ำ” กดแดงหลุมไกลลงไปอีกครั้งและได้เข้าเบรกยาวๆ ก่อนจะจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบปิดเฟรมที่ 112-0 แต้ม ขึ้นนำไปอีกครั้งเป็น 8-7 เฟรม

    เฟรมที่ 16 ต่างฝ่ายต่างกันกันอย่างสุดฤทธิ์แต่ ขวัญใจสนุกเก้อร์ชาวไทยโชวความแม่นหลุมไกลอีกครั้งกดแดงลงไปแบบไร้จมูกและได้เข้าเบรกแบบยาวๆ แต่ก็ทำได้เพียง 21 แต้มเท่านั้นก่อนจะพลาดท่าทำให้ เซลบี้ เข้าเบรกไป 58 แต้มและคว้าชัยในเฟรมนี้ ทำจบช่วงที่ 2 ด้วยการเสมอกันอยู่ที่ 8-8 เฟรม

    สรุปผลการแข่งขันหลังจบช่วงที่สอง “หมู ปากน้ำ” นพพล แสงคำ เสมอ มาร์ค เซลบี้ 8-8 เฟรม 0-110, 11-71, 0-120, 74-0, 85-0, 0-83, 112-0 และ 21-58 ต้องไปลุ้นต่อในเซสชั่นที่สามซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายอีก 9 เฟรม ซึ่งจะทำการแข่งขันในวันศุกร์ที่ 7 ส.ค.นี้ เวลา 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย

ที่ม่ siamsport

Related links

เจาะผลงาน โอซาน คาบัค คู่หูคนใหม่ของ ฟาน ไดค์ ที่เหมาะกว่า โจ โกเมซ ?

แม้ว่าในฤดูกาล 2019-20 เดยัน ลอฟเรน จะไม่ได้เป็นกำลังหลักของ ลิเวอร์พูล อีกต่อไป จนถึงขั้นได้ลงเล่นในลีกไปเพียง 10 นัด แต่การเสียเขาให้ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ก็เป็นผลร้ายกับ “หงส์แดง” เช่นกัน เพราะมันทำให้พวกเขามีตัวเลือกในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กน้อยลง

    นอกจาก เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ แล้วนั้น อีก 2 คนที่เป็นเซนเตอร์แบ็กระดับที่มีประสบการณ์ในทีมชุดใหญ่คือ โจ โกเมซ และ โฌแอล มาติป ซึ่งถ้าพูดกันตามตรงแล้วมันก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น้อยเกินไป ยังไม่นับรวมเรื่องที่ว่า มาติป มีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บอยู่เรื่อยๆ จนทำให้ไม่ได้ช่วยทีมแบบต่อเนื่องเท่าที่ควรทั้งที่เขามีฝีเท้าดีพอตัว และนั่นก็ทำให้ โกเมซ เป็นคู่หูตัวหลักของ ฟาน ไดค์ ในช่วงที่ผ่านมา

    การมีตัวเลือกในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กน้อยทำให้ ลิเวอร์พูล มีข่าวกับกองหลังหลายรายในช่วงที่ผ่านมา โดยคนล่าสุดคือ โอซาน คาบัค กองหลังดาวรุ่งของ ชาลเก้ 04 ซึ่งวันนี้เราจะมาลองดูกันว่าผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมาของดาวเตะวัย 20 ปีเป็นยังไง หากเทียบกับ โกเมซ

    – เกมรับโดยรวม
    คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของเซนเตอร์แบ็ก โดยตลอดทั้งฤดูกาลนี้ โกเมซ เข้าสกัดโดนบอลเฉลี่ย 0.8 ครั้งต่อเกม จากการลงเล่นในลีกทั้งหมด 28 นัด ขณะที่ คาบัค ทำได้เหนือกว่าเยอะพอตัว เพราะเขาสกัดโดนบอลเฉลี่ย 1.4 ครั้งต่อเกม จากการลงเล่นในลีก 26 เกม

    ในด้านการตัดบอลโดยที่ไม่ต้องพุ่งเสียบนั้น ทั้งคู่ทำได้ดีพอๆ กัน หลังจากที่ทำไปเฉลี่ย 1.4 ครั้งต่อเกม แต่ในด้านการเคลียร์พ้นพื้นที่อันตรายดาวเตะชาวตุรกีทำได้เหนือกว่า ด้วยค่าเฉลี่ย 3.6 ครั้งต่อเกม ขณะที่ โกเมซ ทำได้เพียง 2.1 ครั้งต่อนัดเท่านั้น โดย คาบัค ยังมีจังหวะบล็อก 0.7 ครั้งต่อเกมด้วย ดีกว่า โกเมซ ที่ทำไป 0.3 หนต่อนัดนิดหน่อย

    – การผ่านบอล
    ในฤดูกาลนี้ โกเมซ ผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมได้แม่นยำพอตัว จากการที่ผ่านบอลเข้าเป้า 88 เปอร์เซ็นต์ จนทำให้ทีมไม่โดนตัดบอลจนเสี่ยงเสียประตูมากนัก ขณะเดียวกันเขาก็ยังผ่านบอลระยะไกลเข้าเป้า 3.7 หนต่อเกมอีก

    ขณะที่ คาบัค ทำได้ด้อยกว่า หลังจากผ่านบอลเข้าเป้า 81.5 เปอร์เซ็นต์ แถมเขายังมีค่าเฉลี่ยน้อยกว่าทั้งที่มีจังหวะผ่านบอลต่อเกม 39.8 ครั้ง ขณะที่ โกเมซ มีจังหวะผ่านบอลทั้งหมดเยอะถึง 71 ครั้งต่อเกม นอกจากนี้ คาบัค ก็ยังผ่านบอลระยะไกลเข้าเป้า 3.3 หนต่อนัด น้อยกว่า โกเมซ ด้วย

    – การเล่นลูกกลางอากาศ
    ตลอดทั้งซีซั่นนี้ โกเมซ ชนะการดวลลูกกลางอากาศเฉลี่ยแล้ว 2.5 ครั้งต่อเกม ซึ่งมันก็ถือเป็นผลงานที่อาจจะไม่ได้เลวร้ายอะไร อย่างไรก็ตาม คาบัค ทำได้ดีกว่าเขา เพราะชนะการดวลลูกกลางอากาศได้เฉลี่ย 2.9 ครั้งต่อเกมด้วยกัน

    ลูกกลางอากาศของ คาบัค โดดเด่นมากๆ จนถึงขนาดที่ 3 ประตูที่เขาทำได้กับการเล่น บุนเดสลีกา ในฤดูกาลนี้มันมาจากลูกโขก 2 ลูก และที่จริงซีซั่นก่อนตอนที่อยู่กับ เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท เขาก็ทำประตูจากลูกโหม่งได้ 2 หนเช่นกัน

ที่มา siamsport

Related links

ทำความรู้จัก นอร์ดี มูคิเอเล กองหลัง ไลป์ซิก หลังมีข่าว ลิเวอร์พูล ตามให้ความสนใจ

 ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตกเป็นข่าวว่า พร้อมจะเปิดศึกนอกสนามกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยักษ์ใหญ่ ลีก เอิง ฝรั่งเศส ในการไล่ล่า นอร์ดี มูคิเอเล กองหลังดาวรุ่งของ แอร์เบ ไลป์ซิก 

    เลอ10 สปอร์ต สื่อเมืองน้ำหอม รายงานว่า “หงส์แดง” อยากได้ มูคิเอเล วัย 22 ปี มาเป็นตัวสำรองของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาทีมชาติอังกฤษ     วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับ มูคิเอเล กันให้มากขึ้นว่า มีประวัติความเป็นมาอย่างไร และทำไม ลิเวอร์พูล ถึงให้ความสนใจ 

    1. เติบโตมาจากอคาเดมี่ในฝรั่งเศส

มูคิเอเล เกิดที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ปี 1997 ก่อนเข้าไปอยู่กับสถาบันฝึกสอนลูกหนังของสโมสร ปารีส เอฟซี เมื่อปี 2004 

    จากนั้น มูคิเอเล ก็ไปอยู่กับอคาเดมี่ของ ลาวาล สโมสรใน ลีก เดอซ์ เมื่อปี 2013 และได้มีโอกาสลงเล่นนัดแรกเมื่อปี 2014 ด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น

    2. ย้ายจากบ้านเกิดมาเล่นที่เยอรมัน

หลังทำผลงานได้ดีกับ ลาวาล ส่งผลให้ มงต์เปลลิเย่ร์ สโมสรใน ลีก เอิง ดึงไปร่วมทีมในปี 2017 โดยได้ลงสนามในลีกไปทั้งหมด 50 เกมตลอดช่วงเวลา 2 ปีที่อยู่กับทีม

    จากนั้น มูคิเอเล ก็ย้ายมาอยู่กับ ไลป์ซิก ปี 2018 ด้วยค่าตัว 16 ล้านยูโร (ประมาณ 560 ล้านบาท) และได้โอกาสลงเล่นใน บุนเดสลีกา ไปแล้ว 44 เกม ทำได้ 4 ประตู

3. ใช้เวลาปรับตัวกับ ไลป์ซิก

ฤดูกาลแรกของกองหลังชาวฝรั่งเศส กับ ไลป์ซิก ไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าตัวหวังไว้ โดยได้ลงเล่นตัวจริง 5 จาก 8 เกมแรกของซีซั่น 2018/19 ก่อนโดนเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ครึ่งแรกในเกมพบ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2018

    จากนั้น มูคิเอเล ก็ไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงใน บุนเดสลีกา จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 ก่อนกลับมาแย่งตัวจริง และเป็นตัวหลักของทีมในฤดูกาลนี้

    4. เล่นได้หลายตำแหน่ง

ยูเลี่ยน นาเกลส์มัน กุนซือ ไลป์ซิก ปรับให้ มูคิเอเล เล่นได้หลายตำแหน่งทั้ง แบ็กขวา และ เซนเตอร์แบ็ก รวมทั้งบางนัดยังถูกดันขึ้นไปเล่นเป็นวิงแบ็กฝั่งขวาด้วย

    กองหลังวัย 22 ปี ลงเล่นไปทั้งหมด 35 เกมในทุกรายการตลอดซีซั่น 2019/20 โดยขึ้นไปยิงได้ 3 ประตู และแอสซิสต์ให้เพื่อนอีก 3 ครั้ง 

    5. หลายสโมสรตามสนใจ

นอกจากมีข่าวกับ ลิเวอร์พูล และ เปแอสเช แล้วนั้น ยังมีอีกหลายสโมสรที่ตามให้ความสนใจ มูคิเอเล อย่างเช่น แอตเลติโก มาดริด กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นต้น

    มูคิเอเล ถูกยกให้เป็นกองหลังดาวรุ่งที่น่าจะมีอนาคตไกล และมีโอกาสก้าวขึ้นไปติดทีมชาติฝรั่งเศส ชุดใหญ่ในอีกไม่นานนี้ หลังติดทีมชุดเด็กมาแล้วทุกรุ่นตั้งแต่อายุต่ำกว่า 18, 19, 20 และ 21 ปี

ที่มา siamsport

Related links

“บังโม”เหมา2ตุงลุ้นดาวซัลโว ! ผ่า 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล ทุบ ไบรท์ตัน

ลิเวอร์พูล เดินหน้าเก็บชัยชนะอย่างต่อเนื่องหลังพวกเขาบุกไปทุบ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1 ที่สนามเอเม็กซ์ สเตเดี้ยม ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพุธที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้พวกเขาเก็บแต้มไปแล้ว 92 คะแนน และมีลุ้นที่จะทำสถิติคว้าแต้มเกิน 100 คะแนนในฤดูกาลนี้

    ผลงานของ “หงส์แดง” ต้องบอกว่าสุดยอดจริงๆ โดยเฉพาะ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่เหมา 2 ประตูในเกมนี้ ทำให้เขามีโอกาสที่จะลุ้นตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน หลังทำไปแล้ว 19 ประตู ตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ เพียงแค่ 3 ลูกเท่านั้น และเหลือเกมลีก 4 แมตช์ งานนี้มีลุ้นเลยทีเดียว

    ขณะเดียวกันชัยชนะในเกมนี้ทำให้ทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ เก็บชัยไปแล้ว 30 แมตช์ ซึ่งถือว่าเร็วที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลอังกฤษ หลังจากผ่านไปเพียง 34 เกมเท่านั้น แถม 4 แมตช์ที่เหลืออยู่หากพวกเขาเก็บชัยได้หมดจะทำให้ได้คะแนนรวม 104 แต้ม ทำลายสถิติของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยทำเอาไว้ 100 คะแนนจนหมดสิ้น 

1. บททดสอบ วิลเลี่ยมส์ กับตำแหน่งแบ็กซ้าย 

2. ซาลาห์ไล่ล่าดาวซัลโวสมัยที่ 3 ติดต่อกัน 

3. เกอิต้า กลับมาแล้ว !!

4. ฟาน ไดค์ แกร่งทั่วแผ่น

5. สถิติทะลุ 100 คะแนนยังมีโอกาส 

ที่มา siamsport

Related links

รอย คีน เชื่อว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะยังไม่สามารถต่อกรกับ ลิเวอร์พูล หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้แน่นอน

แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แพ้ใครมาแล้ว 13 เกมหลังจากเอาชนะ นอริช ในเกมเอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย มาได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นฤดูกาลนั้น ‘ปีศาจแดง’ ออกสตาร์ต ได้อย่างย่ำแย่ จึงทำให้ยังรั้งอันดับ 6 ของลีก โดยที่มีแต้มตามหลัง เชลซี ทีมอันดับ 4 อยู่ 5 คะแนน

    และเมื่อเทียบคะแนนกับ ทีมแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล คู่อริตลอดกาลแล้ว พวกเขามีแต้มตามหลังถึง 37 คะแนน จากการเก็บชัยชนะได้เพียง 13 นัด ขณะที่ ‘หงส์แดง’ คว้าชัยได้ถึง 28 เกม

รอย คีน อดีตกัปตันทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ให้สัมภาษณ์กับ ดิ อินดีเพนเดนท์ สื่อดังของเกาะอังกฤษ โดยเจ้าตัวพูดถึงทีมเก่าว่าเกมรับยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร และไม่เชื่อว่า ‘ปีศาจแดง’ จะก้าวไปเป็นคู่แข่งของ ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ซิตี้ ได้ในช่วง 12 เดือนต่อจากนี้

    “ตารางคะแนนมันไม่โหกใครหรอก” คีน เผย ก่อนที่จะเสริมขึ้นมาว่าตัวเลือกในแนวรับของทีมมีน้อยเกินไป

    “มันเป็นงานยากที่จะก้าวข้าม ลิเวอร์พูล หรือ แมนฯ ซิตี้ ได้ในอีก 12 ดือนข้างหน้า”

ที่มา siamsport

Related links