รถบัสยังมิอาจทัดทานทน

ในการแข่งขันทั้งหมด 10 คู่ ปรากฏว่าทีมเจ้าบ้านประสบชัยชนะได้เพียงแค่ 2 ทีมเท่านั้นคือ แอสตัน วิลล่า กับ ลิเวอร์พูล ขณะที่ วูล์ฟส์ รอดพ้นจากความปราชัยในถิ่นตัวเองอย่างหวุดหวิดจากการได้จุดโทษในนาทีสุดท้ายของการทดเวลาบาดเจ็บ โดยในจำนวน 7 ทีมที่ “เด๊ดห่า” แบบคาบ้านนั้นมีทีมที่จัดอยู่ในประเภทพญายักษ์ 2 ทีมด้วยกัน คือ “ปีศาจแดง” กับ “ไก่เดือยทอง”

  เจ้าของแชมป์หญ้าสวยถูก คริสตัล พาเลซ บุกมาเหยียบย่ำถึง โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในฟุตบอลลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1989 แถมเป็นความพ่ายแพ้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีกอีกต่างหาก ขณะที่ทีมน้องไก่ถูกตัวเต็งตกชั้นอย่าง “สาลิกาดง” นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด บุกมาเชือดคอหอย ซึ่งในความปราชัยของ แมนฯ ยูไนเต็ด กับ สเปอร์ส นั้นมีอะไรเหมือนกันอยู่อย่างคือทั้งคู่เจอกับกลยุทธ์แบบ “พาร์ค เดอะ บัส” จากทีมเยือนแล้วถูกแท็คติกนี้เล่นงานจนเอาตัวไม่รอด  คริสตัล พาเลซ บุกมาเยือนโรงละครแห่งความฝันด้วยฟอร์มการเล่นเป็นรอง – ศักยภาพผู้เล่นก็เป็นรอง อีกทั้งยังเสียเปรียบเสียงเชียร์อีกต่างหาก

ที่มา siamsport

  

Related links

ปรีซีซั่นมะกันไม่สวย! ลิเวอร์พูล โดน เซบีย่า 10 ตัว ซัดดับนาทีท้าย 1-2

การแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่อง ระหว่าง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล พบกับ เซบีย่า ที่สนามเฟนเวย์ พาร์ค, บอสตัน, สหรัฐฯ เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

  • เริ่มเกมมาเพียงแค่ 4 นาที ลิเวอร์พูล เกือบได้ประตูออกนำ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ไหลบอลให้ ดิว็อค โอริกี้ สับไกไปติดเซฟของ เซร์คิโอ รีโก้ นายด่านเซบีย่า

  • นาทีที่ 13 เซบีย่า ได้โอกาสบ้าง ลุค เดอ ย็อง กองหน้าได้ยิงด้วยซ้ายหน้าเขตโทษแต่ก็ยังไม่ผ่านมือ แอนดี้ โลเนอร์แกน ผู้รักษาประตูมือสามของหงส์แดง

  • นาทีที่ 34 เซบีย่า มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 เฆซุส นาบาส เปิดบอลไปในเขตโทษบอลแฉลบเลยไปถึง โนลิโต้ วิ่งอัดด้วยขวาบอลพุ่งเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปเด็ดขาด

  • นาทีที่ 44 ลิเวอร์พูล ตามตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ จากลูกเตะมุม เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เปิดเข้ากลางมาให้ นาธาเนียล ฟิลลิปส์ เทกตัวโขกไปติด ดีเอโก้ การ์ลอส ก่อนบอลจะตกหน้า  ดิว็อค โอริกี้ ซัดจ่อๆ ไม่เหลือ พร้อมจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้ 

  • กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 69 “แชมป์ยุโรป” เกือบได้ประตูแซงขึ้นนำ ไรอัน เคนท์ ได้หลุดเข้าไปซัดด้วยขวามุมแคบแต่บอลยังไม่ผ่านมือ โทมัส วาซลิก ที่ปัดออกหลังไปได้

  • นาทที่ 76 เซบีย่า ต้องเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน เมื่อ โฌริส ญาญง โดนใบแดงไล่ออกจากสนามหลังเจจนาเล่นนอกเกมไปเตะใว่ ยาสเซอร์ ลารูชี่ จากทางด้านหลังถึงขั้นทำให้เจ้าตัวเล่นต่อไม่ไหว

  • ช่วงนาทีสุดท้ายของเกม เซบีย่า มาได้ประตูหนีเป็น 2-1 จากจังหวะสวนกลับ มูนีร์ เอล ฮัดดาดี้ ได้บอลทางขวาก่อนล้มตัวปาดบอลไปหน้าประตูให้ อเลฮานโดร โปโซ แตะหลบ ซิมง มิโญเลต์ ก่อนซัดด้วยซ้ายเข้าไปอย่างใจเย็น 

  • จบเกม เซบีย่า ที่เหลือแค่ 10 คน เป็นฝ่ายเอาชนะ ลิเวอร์พูล ไปได้แบบลุ้นเหนื่อย 2-1 ทำให้ “หงส์แดง” มีผลงานในช่วงปรีซีซั่นที่สหรัฐฯ ไม่ดีนักแพ้รวดทั้ง 2 เกม โดยนัดต่อไปจะพบกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฏาคม นี้

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

ลิเวอร์พูล : แอนดี้ โลเนอร์แกน – เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, นาธาเนียล ฟิลลิปส์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน – จอร์จิโย่ ไวจ์นัลดุม, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน – เบน วู้ดเบิร์น, ดิว็อค โอริกี้, แฮร์รี่ วิลสัน

เซบีย่า : เซร์คิโอ รีโก้  – เฆซุส นาบาส, ดีเอโก้ การ์ลอส, ดาเนี่ยล การ์ริโซ่ , เซร์คิโอ เรกีลอน – แฟร์นานโด, เอเวร์ บาเนก้า, โยอัน จอร์แดน – โนลิโต้ , ลุค เดอ ย็อง, ลูกัส โอกัมโปส

ที่มา sanook

Related links

เผยลิเวอร์พูลชวดเท่าไหร่หากคูตินโญ่ย้ายทีม

ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อของอังกฤษ ตีข่าว ถ้าเกิด ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ย้ายออกจาก บาร์เซโลน่า ในช่วงซัมเมอร์นี้ ลิเวอร์พูล ก็จะชวดเงิน 4.4 ล้านปอนด์ที่ “อาซูลกราน่า” ยังติดค้างพวกเขาอยู่ โดยมันเป็นเงื่อนไขด้านจำนวนนัดการลงเล่น

    ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะอดได้ค่าตัวของ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กองกลางชาวบราซิเลียนที่ บาร์เซโลน่า ยังค้างอยู่ เป็นจำนวน 4.4 ล้านปอนด์ (ประมาณ 180.4 ล้นาบาท) ถ้าหาก คูตินโญ่ โดนทัพ “อาซูลกราน่า” ปล่อยออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ ตามการเปิดเผยของ ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อท้องถิ่นของเมืองผู้ดี

    หลังจากที่พยายามผลักดันให้ ลิเวอร์พูล ขายเขาอยู่นาน ในที่สุด คูตินโญ่ ก็ได้ย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า เมื่อช่วงเดือนมกราคม ปี 2018 แต่แข้งวัย 27 ปีก็มีช่วงเวลาที่เลวร้ายกับการเล่นให้ยอดทีมแห่งถิ่น คัมป์ นู จนทำให้ช่วงที่ผ่านมาเขาตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการโดนโละอย่างหนัก ทั้งในรูปแบบการโดนขาย และการถูกใช้เป็นตัวแถมในดีลที่ บาร์เซโลน่า จะขอซื้อ เนย์มาร์ หัวหอกคนดังของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

ทั้งนี้ ลิเวอร์พูล กับ บาร์เซโลน่า ทำข้อตกลงเรื่องค่าตัวของ คูตินโญ่ เป็นจำนวนรวม 142 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,822 ล้านบาท) แบ่งเป็นการจ่ายทันที 106 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,346 ล้านบาท) และการจ่ายอีก 36 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,476 ล้านบาท) ถ้าหากแข้งเลือดแซมบ้าช่วยทีมได้ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้

    จนถึงตอนนี้ บาร์เซโลน่า จ่ายค่าผลงานตามเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มไปแล้ว 17.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 717.5 ล้านบาท) ทำให้ถ้านับรวมค่าตัวในเบื้องต้นแล้วนั้น ลิเวอร์พูล ก็ได้เงินจากการขาย คูตินโญ่ ไปแล้ว 123.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,063.5 ล้านบาท)

    สำหรับเงื่อนไขที่ บาร์เซโลน่า ยังไม่ได้จ่ายเงินให้ “หงส์แดง”คือเงื่อนไขที่ระบุว่า ลิเวอร์พูล จะได้เพิ่มราว 4.4 ล้านปอนด์ ในทุกๆ 25 นัดที่ คูตินโญ่ ลงเล่นให้ บาร์เซโลน่า โดยเดิมที บาร์เซโลน่า จะจ่ายเงินโดยรวมในส่วนนี้ให้เมื่อเขาลงเล่นครบ 100 เกม หรือเมื่อ คูตินโญ่ ย้ายออกจากทีม

    ปัจจุบัน คูตินโญ่ ลงเล่นให้ บาร์เซโลน่า ในทุกรายการรวม 75 นัด นั่นหมายความว่า บาร์เซโลน่า จะต้องจ่ายเงินด้านเงื่อนไขจำนวนการลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล แบบแน่นอนแล้วเป็นจำนวน 13.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 541.2 ล้านบาท) นั่นเอง

ที่มา siamsport

Related links

ตะลึง!ชมปฏิกิริยาคล็อปป์หลังเจอแข้งใหม่ครั้งแรก

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือใหญ่ลิเวอร์พูลถึงกับเอ่ยปากด้วยท่าทีตกใจหลังได้เจอกับเซปป์ ฟาน เดน เบิร์กครั้งแรก พร้อมระบุเด็กคนนี้มีอนาคตที่สดใสแน่นอน

    เป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกโซเชี่ยล หลังเหล่าขุนพลลิเวอร์พูลกลับเข้าแคมป์ฝึกซ้อม โดยเจอร์เก้น คล็อปป์ ได้เข้าไปทักทายนักเตะทุกคน แต่ไฮไลท์อยู่ที่การเจอกับแข้งใหม่หงส์แดง เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก ซึ่งเมื่อนายใหญ่ชาวเยอรมันเจอครั้งแรก ถึงกับต้องตะลึง “โอ้ พระเจ้า เอ็งสูงมาก มันน่าประทับใจจริงๆ” หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้พูดคุยกันเล็กน้อยก่อนที่คล็อปป์จะบอกว่า “ป่ะ เริ่มกันเลย”

สำหรับ ฟาน เดน เบิร์ก มีส่วนสูงถึง 197 เซนติเมตร ซึ่งมีมากกว่าโฌแอล มาติป ที่สูง 195 เซนติเมตร ขณะที่เจอร์เก้น คล็อปป์ มีความสูงอยู่ที่ 193 เซนติเมตร

ที่มา siamsport

Related links

คิดผิด ชีวิตเปลี่ยน

การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอนาคตในชีวิต หากไปได้สวยคนจะยกยอว่าคุณตัดสินใจถูกต้อง แต่หากไม่เป็นดั่งที่ใจนึกมันก็เหมือนหนามทิ่มแทงของคนรอบข้างที่พร้อมคอยซ้ำเติม และนั่นคือชีวิตในวงการลูกหนังของ ฟิลิปเป คูตินโญ

ช่วงปลายปี 2017 ข่าวหน้าหนึ่งจากหลายสำนักโหมกระหน่ำว่า “ฟิลิปเป คูตินโญ” ไม่อยากอยู่กับ ลิเวอร์พูล อีกต่อไป เขาอยากย้ายทีมเพราะเขาไม่เชื่อว่าสังกัดปัจจุบันจะเติมความฝันในอาชีพค้าแข้งของเขาได้

แม้ว่า หงส์แดง จะไม่อยากขาย ก็ใช่สิ คูตินโญ เป็นถึงคีย์แมนคนสำคัญของทีม เป็นฟันเฟืองในเกมรุกหรือหัวใจสำคัญที่ทีมจะขาดไปไหนไม่ได้

แต่ คูตินโญ ก็บีบให้ลิเวอร์พูลต้องขาย เพราะฟอร์มกำลังขึ้นหม้อ แถมช่วงนั้น บาร์เซโลนา กำลังหน้ามืดต้องการตัวตายตัวแทนของ เนย์มาร์ และเขาก็มองว่า คูตินโญ จะมาสืบทอดตำนานสตาร์รายนี้ได้

คูตินโญ เจ็บไม่เลิกราไม่ยอมลงเล่นให้สโมสร แต่ทีมชาติวิ่งปร๋อแถมยิงได้ก็ร้องไห้อยากย้ายทีมอีก มันสุดจะทนของหงส์แดงที่จะรั้งนักเตะที่ไม่มีใจอยู่กับทีมต่อไป

บาร์เซโลนา ต้องการได้ คูตินโญ มาแทนเนย์มาร์ ก็หน้ามืดทุ่มเงินสถิติสโมสร 142 ล้านปอนด์คว้าแข้งรายนี้มาร่วมทีมเมื่อช่วงต้นปี 2018 ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายหน้าหนาว

คูตินโญ ยิ้มหวานได้ย้ายทีมสมใจ ได้มา่อยู่ทีมที่เขาฝันว่าจะเป็นทีมที่เติมเต็มความสำเร็จในอาชีพลูกหนังของเขา

ผ่านไปปีครึ่งการตัดสินใจครั้งนั้นของ “คูตินโญ” ดูเหมือนจะผิดพลาดมหันต์ เขาเล่นไม่เข้ากับระบบของทีมเหมือนตอนที่เล่นให้หงส์แดง

กลายเป็นนักเตะดาดๆโดนแฟนบอลของตัวเองตามจวกด่าอยู่ทุกเกม จากที่การันตีตัวจริงก็เริ่มถูกลดบทบาทไปเป็นตัวสำรองเนื่องจากฟอร์มไม่เอาไหน

แม้เขาจะเป็นส่วนหนึ่งกับแชมป์ลาลีกาสเปนก็จริงในฤดูกาลนี้ แต่แชมเปียนส์ลีกซึ่งเป็นถ้วยที่เขาหวังไว้มากที่สุด เหมือนตลกร้ายเมื่อต้องตกรอบด้วยทีมเก่าซึ่งเขาเป็นคนต้องการหนีออกมาเอง

หนำซ้ำไม่พอทีมเก่าของเขาทีมนี้ดันฝ่าสมรภูมิรบจนคว้าแชมป์ถ้วยยุโรปใบใหญ่เป็นสมัยที่ 6 ต่างหาก เหมือนตอกหน้าตัวเขาไปในตัว

อนาคตของเขาในถิ่นคัมป์นูก็ยังไม่แน่นอน มีข่าวไม่เว้นแต่ละวันว่าจะโดนขายทิ้งอยู่รอมร่อ ค่าตัวที่แบกไว้ในบ่ามากกว่าคนอื่น แต่ฝีเท้ายังไม่เอาไหน ไม่แน่ว่าฤดูกาลหน้าอาจไม่ได้เห็นเขาใส่เสื้อสีเลือดหมูน้ำเงินก็เป็นได้

ก็เหมือนอย่างที่บอกไปข้างต้น การตัดสินใจของคูตินโญ อนาคตไม่มีทางรู้ได้ว่าจะออกมาหน้าไหน แต่วันนี้เขาตัดสินใจผิดพลาดไปแล้ว และนั่นจะทำให้เขาเจ็บปวดกับการตัดสินใจครั้งนั้นไปตลอดชีวิต

ที่มา ไทยรัฐ

Related links

ทำลายอาถรรพ์!ผ่า 5 ประเด็ดลิเวอร์พูลหัวใจแกร่งสอยสเปอร์สซิวแชมเปี้ยนส์ลีกสมัย6

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน สามารถลบล้างอาถรรพ์ที่แสนเจ็บปวดในการนำทีมเข้าชิงฟุตบอลถ้วยได้สำเร็จ เมื่อนำ ลิเวอร์พูล ปราบ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 2-0 รอบชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่สนาม ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันเสาร์ที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา

    เกมนี้สาวก “เดอะ ค็อป” ได้เฮสนั่นเพียงไม่ถึงนาทีเมื่อได้จุดโทษจากการทำแฮนบอลของ มุสซ่า ซิสโซโก้ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ไม่ทำให้ผิดหวังซัดเข้าประตูช่วยให้ “เดอะ เร้ดส์” นำ 1-0 แม้หลังจากนั้น สเปอร์ส จะพยายามเปิดเกมบุก และครองเกมได้มากกว่าแต่ก็ไม่สามารถเจาะแนวรับของลิเวอร์พูลได้

    ครึ่งหลังสถานการณ์ยังคงเป็น “ไก่เดือยทอง” ที่ครองเกมได้มากมาย แต่จังหวะทีเด็ดทีขาดไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ในช่วง 15 นาทีสุดท้าย  สเปอร์ส สร้างจังหวะการยิงประตูหลายครั้ง แต่ อลิสซง เบ็คเกอร์ โชว์ความเหนียวหนึบเซฟได้หมด ชนิดที่แฟนบอล “หงส์แดง” หัวใจแทบวาย เพราะหากไม่ได้โกล์เลือดแซมบ้าคงโดนตีเสมอไปแล้ว

สุดท้าย ลิเวอร์พูล มาได้ประตูตอกย้ำชัยชนะจากการยิงที่สุดคมกริบราวกับใบมีดของ ดิว็อค โอริกี้ หัวหอกตัวสำรอง งานนี้ต้องยอมรับว่า นายใหญ่เลือดด๊อยท์ช์ คิดถูกจริงๆ ที่เลือกจับ หัวหอกเบลเยียม เป็นตัวสำรอง ก่อนจะส่งลงมาเป็นตัวทีเด็ด

    ตอนนี้ต้องบอกว่าความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่ดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นของ คล็อปป์ กับลิเวอร์พูล ในการก้าวขึ้นมาลุ้นแชมป์ทั้งในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และฟุตบอลถ้วยยุโรป
 

1. เสี่ยงเลือกกองหน้า
    เจอร์เก้น คล็อปป์ กับ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ สองผู้จัดการทีมตัดสินใจที่จะดร็อปกองหน้าคนสำคัญซึ่งเป็นฮีโร่ของสโมสรในแมตช์ที่สนามว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน เนื่องจากหัวหอกตัวเก่งของพวกเขาฟิตสมบูรณ์พอดิบพอดี

    คงจำได้ว่า โอริกี้ เป็นซูเปอร์ฮีโร่ในเกมพลิกนรกแมตช์ชนะ บาร์เซโลน่า 4-0 รอบรองชนะเลิศ นัด 2 ที่สนามแอนฟิลด์ แต่เกมนี้ คล็อปป์ ตัดสินใจดร็อปนักเตะเนื่องจาก โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ฟิตเต็มถัง และนั่นก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะทำแบบนั้นอยู่แล้ว

    ในส่วนของ  โปรเช็ตติโน่ ตัดสินใจสั่ง ลูกัส มูร่า ซึ่งเป็นคนซัดแฮตทริกในเกมชนะ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในรอบตัดเชือก นั่งอยู่ข้างสนาม และส่ง เคน ลงไปขู่แนวรับของ “หงส์แดง” ซึ่งหากมองจากความเป็นจริง กัปตันทีมชาติอังกฤษ เพิ่งจะได้กลับมาเล่นหลังจากพักฟื้นร่างกายจากอาการบาดเจ็บมากกว่า 50 วัน

สำหรับแนวคิดของทั้งสองกุนซือบอกเลยว่าไม่เวิร์ก เพราะในครึ่งแรก ฟีร์มีโน่ กับ เคน สัมผัสบอลรวมกันแค่ 11 ครั้งเท่านั้นก่อนพักครึ่ง โดยในรายของ สตาร์ทีมชาติบราซิล เล่นไม่เข้ากับทีมเลย ขณะที่ กองหน้าเลือดผู้ดี ฟอร์มน่าผิดหวังเช่นกันเนื่องจากแทบไม่สามารถสร้างปัญหาให้กับเกมรับ ลิเวอร์พูล เลย

    โดยรวมแล้ว ฟีร์มีโน่ และ เคน แทบไม่มีส่วนในการช่วยทีมในช่วง 45 นาทีแรก และดูเหมือน คล็อปป์ จะเล็งเห็นปัญหาตรงนี้ ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนตัวออกทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านครึ่งหลังไปเพียง 12 นาทีเท่านั้น และเลือกส่ง โอริกี้ ลงสนามซึ่งถือว่าคิดถูกเมื่อ ดาวยิงเบลเยียม ซัดประตูที่สองฝั่ง “ไก่เดือยทอง” สนิท ส่วน เคน ได้รับโอกาสเล่นเต็ม 90 นาทีแต่ไร้ประสิทธิภาพ

2. อลีสซง คุณค่าทุกเม็ดเงิน
    ตอนนี้ทุกๆ คนพูดเป็นเสียเดียวกันว่าเหตุการณ์สุดเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นตอน ลอริส คาริอุส เฝ้าเสาเมื่อ 12 เดือนก่อนไม่มีอีกแล้ว เพราะสาวก “เดอะ ค็อป” ทั่วโลกมั่นใจในตัวของ อลีสซง เบ็คเกอร์ มากกว่านายทวารสัญาชาติเยอรมัน หลายพันเท่า และบอกเลยว่าคิดถูก

    นายทวารชาวบราซิเลียน โชว์ฟอร์มสุดหนึบจนได้รับรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018-19 หลังจากแสดงให้เห็นถึงความเหนียวหนึบเก็บ 21 คลีนชีต ในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ขณะที่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก มีหลายจังหวะที่ อลีสซง เซฟมากมาย แต่หนึ่งในจังหวะสำคัญก็คือตอนที่ป้องกันการยิง อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค  หัวหอก นาโปลี ในนาทีสุดท้าย ส่ง “หงส์แดง” เข้ารอบน็อกเอาต์ได้สำเร็จ

ในเกมนัดชิงชนะเลิศ แม้ว่าครึ่งแรก โกล์เลือดแซมบ้า จะไม่ค่อยได้ทำงานมากนัก แต่สำหรับครึ่งหลังโดยเฉพาะในช่วง 15 นาทีสุดท้าย อลีสซง มีส่วนสำคัญในการป้องกันประตูหลายต่อหลายจังหวะ ทั้งการยิงไปของ ซน ฮึง มึน ตามด้วยจังหวะซัดบริเวณจุดโทษของ มูร่า รวมถึงการปัดบอลปลายมือจากจังหวะปั่นฟรีคิกสุดคมของ คริสเตียน อีริคเซ่น

    ฉะนั้นค่าตัว 67 ล้านปอนด์ (ราว 2,747 ล้านบาท) ที่ ลิเวอร์พูล มอบให้กับ “หมาป่าเหลืองแดง” โรม่า ช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว ถือว่าคุ้มค่าทุกเพนนี และงานนี้ใครที่แขวะว่า “หงส์แดง” ควักกระเป๋าจ่ายเงินโอเว่อร์ให้กับโกล์คนเดียว คงรู้แล้วว่ามันคุ้มค่าขนาดไหน

3. ซาลาห์ ลบล้างฝันร้าย
    เมื่อ 1 ปีก่อนนักเตะ, แฟนบอล และทุกๆ คนทีเกี่ยวข้องกับ ลิเวอร์พูล ต้องหัวใจสลาย และใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา หลังจากที่พวกเขาต้องเจ็บปวดจากการพ่ายแพ้ต่อ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด 1-3 ในรอบชิงชนะเลิศ กรุงเคียฟ ประเทศยูเครน

    สำหรับปีนี้ “หงส์แดง” ได้กลับมาแก้ตัวอีกครั้ง แม้หลายคนอาจจะหวั่นใจกับการต้องดวลกับ สเปอร์ส เนื่องจากเป็นทีมที่ต้องยอมรับว่ามาเหนือดวงจริงๆ แต่ความมุ่งมั่นขยันทุ่มเทสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง และสิ่งนี้ก็คู่ควรกับ ซาลาห์กับเพื่อนร่วมทัพ “เดอะ เร้ดส์”

ซาลาห์ ซึ่งต้องออกจากการแข่งขันตั้งแต่ต้นเกมเมื่อปีที่แล้ว เป็นคนเบิกสกอร์แรกให้ทีมจากจุดโทษ โดยจังหวะนี้หลายคนใจหายใจคว่ำเพราะ “คิง ออฟ อียิปต์” ซัดเต็มข้อเข้ากลางประตู เดชะบุญที่ อูโก้ โยริส นายทวารแชมป์โลก  พุ่งไปก่อน ไม่งั้นคงได้ใจเสียกันแหงๆ

    แน่นอนว่านี่คือประตูที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง และทำให้ ลิเวอร์พูล ถือครองความได้เปรียบทันที แม้ตลอดทั้งเกม สเปอร์ส จะมีสถิติครองเกมเหนือกว่า แต่ก็เป็นไปตามรูปเกม เพราะพวกเขาเพียงแค่รอจังหวะสวนกลับ และสุดท้าย ซาลาห์ ก็ลบล้างความเจ็บปวดได้สำเร็จ

 4. คล็อปป์ ทำลายอาถรรพ์ได้แล้ว
    คล็อปป์ ต้องพบกับความผิดหวังในการนำสโมสรที่เขากุมบังเหียนแพ้ในรอบชิงชนะเลิศ 6 ครั้งติดต่อกัน โดยล่าสุดเป็นแมตช์ที่ ลิเวอร์พูล ต้องน้ำตาตกที่ประเทศยูเครน ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่สาวก “เดอะ ค็อป” หวาหวั่นยิ่งกว่าฟอร์มของ สเปอร์ส ด้วยซ้ำ

    อย่างไรก็ตาม การเข้าชิงฟุตบอลถ้วยครั้งที่ 7 คล็อปป์ สามารถลบล้างอถรรพ์ได้สำเร็จ เมื่อนำแชมป์ “บิ๊กเอียร์” กลับสู่ถิ่นแอนฟิลด์อีกครั้ง แน่นอนว่าสิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงหัวใจที่แข็งแกร่งของ กุนซือชาวเยอรมัน ที่ไม่เคยกลัวโชคชะตา และสามารถลิขิตเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง

ลองดูว่า คล็อปป์ จิตใจแกร่งดั่งภูผาหินขนาดเพราะก่อนหน้านี้ชวดแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก (2018), ลีก คัพ (2016), ยูโรปา ลีก (2016) ตอนคุม “หงส์แดง” ส่วนอีก 3 ครั้งตอนคุม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทั้ง เดเอฟเบ โพคาล (2014 กับ 2015) และ แชมเปี้ยนส์ ลีก (2013) แถมยังชวดแชมป์ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นล่าสุดด้วยการแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แค่ 1 แต้มเท่านั้น

    แน่นอนว่านี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่เป็นการเริ่มนับหนึ่งสำหรับการนำ ลิเวอร์พูล ก้าวขึ้นมาท้าทายแชมป์ทั้งในเมืองผู้ดี และระดับทวีป โดย คล็อปป์ ได้เปิดใจหลังจากคว้าแชมป์แรกกับ “เดอะ เร้ดส์” ว่า “นี่คือค่ำคืนที่ดีที่สุดในอาชีพการเป็นผู้จัดการทีมของผม”

5. ฟาน ไดค์ ยังแกร่งเสมอ
    หากย้อนไปก่อนหน้าที่ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล บรรดาสาวก “เดอะ ค็อป” ต่างหวาดหวั่นใจกับเกมรับของทีมไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวผู้รักษาประตู (ไม่ใช่แค่ คาริอุส เท่านั้น) แต่หลังจากที่ทีมทุ่มเงินซื้อ กองหลังชาวดัตช์ มาร่วมทีม เห็นได้ชัดว่าเกมรับของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นทันตาเห็น

    ใครที่เป็นแฟนบอล “หงส์แดง” คงรู้ว่าเกมรับของทีมโดยเฉพาะการเล่นลูกโด่งเป็นอะไรที่เรียกว่าของแสลง ทุกครั้งที่คู่แข่งได้ลูกเตะมุม หรือฟรีคิก แน่อนว่าแนวรับของทีมจะระส่ำเสมอ และสุดท้ายก็เหมือนเดิมเสียประตูในแบบที่ไม่ควรจะเสีย แต่ ฟาน ไดค์ ช่วยกำจัดจุดนี้ได้เด็ดขาดเพราะเขาเก็บลูกกลางอากาศได้หมด

สำหรับในเกมกับ สเปอร์ส แน่นอนว่า ฟาน ไดค์ ยังคงรักษามาตรฐานได้ดี แถมการที่ โฌแอล มาติป ท็อปฟอร์ม และ อลีสซง เหนียวหนึบ ทำให้เกมรับของ “หงส์แดง” แกร่งราวกับภูผาหิน โดยเฉพาะจังหวะที่ ซน ฮึง มึน กระชากบอลเข้าไปในเขตโทษ แต่ ฟาน ไดค์ กะจังหวะสกัดบอลออกไปอย่างหวุดหวิด

    ด้านเกมรุก ปราการหลังชาวดัตช์ ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะหลายๆ เกม ฟาน ไดค์ มักจะขึ้นไปทำประตูจากการเล่นลูกฟรีคิก และเตะมุม บางครั้งก็ยังช่วยแอสซิสต์ให้ทีมก็มี ส่วนเกมที่กรุงมาดริด ประตูที่สอง เจ้าตัวก็มีส่วนสำคัญหลังพยายามแย่งบอลก่อนที่ มาติป จะส่งให้ โอริกี้ จัดการเผด็จศึก

ที่มา siamsport

Related links

โหม “ลิเวอร์พูล” จริงจังคว้าตัวจี๊ดเล่นร่วม ซาลาห์-มาเน่ แต่มันไม่ง่าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันที่ 28 พ.ค. ว่า “ฟรองซ์ ฟุตบอล” สื่อดังแดนน้ำหอมโหมข่าวว่า ลิเวอร์พูล ให้ความสนใจ นิโคลัส เปเป ปีกตัวเก่งของลีลล์แบบจริงจัง

ดาวเตะวัย 23 ปีโชว์ฟอร์มอย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลที่ผ่านมายิงไป 22 ประตูกับอีก 11 แอสซิสต์จาก 38 นัดที่ลงสนามในลีก ทำให้หงส์แดงให้ความสนใจแบบจริงจัง

อย่างไรก็ตาม หงส์แดง เจอปัญหาใหญ่ในการคว้าตัวแข้งรายนี้นั่นก็คือค่าตัวที่ทางลีลล์เรียกร้องสูงถึง 60 ล้านปอนด์ รวมถึงบรรดายักษ์ใหญ่ร่วมลีกก็เปิดศึกล่าตัวแข้งรายนี้เช่นกันไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ อาร์เซนอล

ที่มา ไทยรัฐ

Related links

เสริมแกร่ง!คอลลีมอร์แนะลิเวอร์พูลควรซื้อใครซัมเมอร์นี้

สแตน คอลลีมอร์ อดีตหัวหอกชาวอังกฤษ ออกปากแนะนำ ลิเวอร์พูล ว่าถ้าเกิดอยากให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น พวกเขาก็จำเป็นจะต้องซื้อ รูเบน เนเวส ดาวเตะ วูล์ฟส์ ไปร่วมทัพให้ได้ พร้อมเชื่อ เนเวส น่าจะสนใจย้ายมาเล่นกับ “หงส์แดง” เหมือนกัน และดาวเตะชาวโปรตุกีสก็น่าจะอยากมาซบทีมมากขึ้นไปอีกถ้าพวกเขาได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก

    สแตน คอลลีมอร์ อดีตกองหน้าชาวอังกฤษ แสดงความเห็นว่า ลิเวอร์พูล หนึ่งในทีมเก่าของตน ควรที่จะซื้อ รูเบน เนเวส กองกลางคนเก่งของ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ไปร่วมทัพ เพื่อที่ทีมจะได้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก

    ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล เกือบที่จะได้แชมป์ลีกไปครองเป็นครั้งแรกในรอบ 29 ปี หลังจากที่พวกเขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนได้ลุ้นแชมป์ถึงนัดสุดท้าย ก่อนที่จะแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปเพียงแค่ 1 คะแนนเท่านั้น ซึ่งมันก็ทำให้บางคนตั้งประเด็นว่า “หงส์แดง” จำเป็นต้องเสริมทัพตรงจุดไหนหรือไม่ เพื่อที่ทีมจะได้มีลุ้นแชมป์ต่อในฤดูดาลหน้า

    คอลลีมอร์ ซึ่งเล่นให้ ลิเวอร์พูล ระหว่างปี 1995-97 เผยว่า “ถ้าคุณเป็นแชมป์ของทวีปยุโรปมันก็จะถือเป็นประโยชน์อย่างมาก ฤดูกาลนี้นักเตะจากทั่วทวีปยุโรปคงจะได้เห็นบรรยากาศที่เกิดขึ้น รวมถึงได้เห็นสไตล์การเล่นของพวกเขาไปแล้ว ซึ่งหนึ่งในคนที่น่าจะประทับใจกับเรื่องแบบนั้นคือ รูเบน เนเวส”

    “ตอนนี้เขาเป็นที่สนใจของหลายทีม เขาเป็นเพลย์เมกเกอร์ที่สามารถหาทางครองบอลได้อยู่เสมอ จริงอยู่ว่าจำนวนประตูของเขาไม่ได้เยอะอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าผมจำไม่ผิดนี่ฤดูกาลนี้เขายิงไป 5 ลูกเองมั้ง แต่ว่าทุกลูกที่เขาทำได้มันก็เป็นลูกยิงระดับโลกทั้งนั้น เขาเป็นนักเตะที่คุณอยากให้ช่วยครองบอลให้ทีมในพื้นที่สุดท้าย แถมยังมีวิสัยทัศน์ในการเล่นระดับเดียวกับ ดาบิด ซิลบา และ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ด้วย

ที่มา siamsport

Related links

สื่อยุโรปเชิดชูลิเวอร์พูลพลิกนรกคว่ำบาร์เซโลน่า

ดูปฎิกิริยาจากสื่อทั่วยุโรป หลัง ลิเวอร์พูล พริกนรกเอาชนะ บาร์เซโลน่า ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ

     หนังสือพิมพ์ในอังกฤษ และทั่วยุโรป พร้อมใจกันพาดหัวข่าวยกย่อง ลิเวอร์พูล ที่สามารถสร้างปาฎิหาริย์เปิดรัง แอนฟิลด์ ไล่ถล่ม บาร์เซโลน่า 4-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดสอง เมื่อวันอังคารที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้รวม 2 นัดกลับมาชนะได้อย่างเหลือเชื่อ 4-3

    เดอะ มิเรอร์ สื่อเมืองผู้ดี พาดหัวข่าวว่า “ปาฎิหาริย์แห่งแอนฟิลด์” ส่วน เดอะ การ์เดี้ยน เล่นคำว่า “โอริกี้ และ ไวจ์นัลดุม พา ลิเวอร์พูล กลับมาชนะได้อย่างเหลือเชื่อ”    ขณะที่ แม็ตต์ ดิคคินสัน บรรณาธิการของ เดอะ ไทม์ส เขียนยกย่อง “หงส์แดง” ว่า “เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำให้ ลิเวอร์พูล เชื่อว่า พวกเขาสามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” 

    ด้าน มาร์ก้า สื่อสเปน ชี้ว่า ความพ่ายแพ้ที่เหลือเชื่อของ บาร์ซ่า คือ “ประวัติศาสตร์ที่ล้มเหลว” ส่วน อาส พาดหัวว่า “ฟ้าผ่าที่แอนฟิลด์” 

    ขณะที่ เลกิ๊ป สื่อกีฬาของฝรั่งเศส ยกย่อง ลิเวอร์พูล ว่า “เครื่องจักรสีแดงบ้าระห่ำ” ส่วน ลา กาเซตต้า เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬาอิตาลี พาดหัวว่า “ลิเวอร์พูล บ้าระห่ำผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ” 

ที่มา siamsport

Related links

ชัยชนะนอกสนามของ’ลิเวอร์พูล’

ลิเวอร์พูล จะเป็นแชมป์หรือมือเปล่า ยังไม่มีใครตอบได้
แต่ที่แน่ๆ ทีมได้รับการชูมือในตลาดฟุตบอลอังกฤษ เป็นที่เรียบร้อย ทิศทางเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ
นาทีปัจจุบัน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า แม้กระทั่งเสื้อซ้อม ยังสามารถที่จะเปิด “ปรี- ออเดอร์” ได้แบบไม่น้อยหน้า “เสื้อแข่ง” รวมไปถึง “รองเท้า” ที่เป็นเทรนด์นิยมมากในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา

เรื่องเสื้อสวย, รองเท้าสวยนั่นคืออีกเรื่อง สำคัญที่สุดคือ  “แฟนบอล” ศรัทธา ต่อทีมขนาดไหน สนับสนุนทีมขนาดไหน นั่นแหละคำตอบ
พวกเขากลายเป็นทีมแรกที่ได้กำไรทะลุ 100 ล้านปอนด์ทีมแรก เพราะธุรกิจต่างๆ นอกสนาม และทำท่าว่า “จะไปต่อ” หลังจากเส้นทางเห็นได้อย่าง “ชัดเจน”
ล่าสุดคือ “เสื้อซ้อม” ที่กลายเป็นเสื้อที่แฟนบอลชื่นชอบ เพราะเข้าถึงง่ายกว่า
ราคาเบากว่าชุดแข่ง และมีหลากหลายแบบให้ได้สะสม
ลิเวอร์พูล ได้ AXA หรือ แอ๊กซ่า เข้ามาร่วมด้วยจากเดิมเริ่มจากผู้ให้การสนับสนุนหลักที่เป็น “คาดหน้าอกชุดแข่ง” ที่มาติดอยู่ในชุดซ้อม ตั้งแต่ คาร์ลสเบิร์ก และสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด

กระทั่งการเข้ามาของ สายการบินการูด้า อินโดนีเซีย เมื่อซีซั่น 2014-15 จากนั้นก็เป็น “BetVictor” ในซีซั่น 16-17 และจนจบซีซั่นนี้ 2018-19

อันที่จริง AXA ได้เข้ามาอยู่ในครอบครัวลิเวอร์พูล ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2018 ที่ผ่านมา เป็นบริษัทประกันภัยสัญชาติฝรั่งเศส ถือเป็นเจ้าแรกของสโมสรที่เป็น “Global insurance partner” ซึ่งการคาดหน้าอกครั้งนี้ ประกอบด้วย เสื้อฝึกซ้อม, กางเกงวอร์ม, แจ๊กเกต, เสื้อโปโล และเสื้อแขนกุด

ในปี 2018 Interbrand “Best Global Brand Ranking” การจัดอันดับ
สำหรับบ้านเราก็คือ “กรุงไทย-แอกซ่า” นั่นเองเป็นอีกก้าวเรื่องนอกสนามที่ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จหากลองย้อนกลับไปในยุคที่ฟุตบอล “เริ่มที่จะ” เป็นเงินเป็นทองนั้น “หงส์แดง” กำลังตะแคงฟ้า ยุคของ บิลล์ แชงคลี่ย์ ที่เริ่มประกาศศักดาทั้งในและนอกประเทศ จนกระทั่งซีซั่น 1973-74 “อัมโบร” คือ เจ้าแรกที่เข้ามาเซ็นสัญญาผลิตชุดแข่งให้กับ สโมสร

ปีแรกที่มี “คนมาจ่ายเงินทำเสื้อ” หงส์แดงของ แชงคลี่ย์ เดินหน้าคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้ที่สนามเวมบลีย์ ด้วยการขยี้ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิ่ล แหลกคาแข้ง 3-0

การถ่ายทอดสดหนนั้น ส่งผลให้เสื้อทีมขายได้ดีเป็น เทน้ำเทท่า
จากนั้นปี 1979 “หงส์แดง” เป็นทีมแรกที่นอกจากจะมี
“สปอนเซอร์ทำเสื้อ” แถมยังมี “สปอนเซอร์ คาดหน้าอก” เมื่อทำสัญญากับ “ฮิตาชิ” ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติซามูไร เป็นเวลานาน 4 ปี
ข้อแม้ก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการถ่ายทอดสดในยุคนั้น ห้ามใส่เสื้อที่มี คาดหน้าอกลงแข่งขัน
จริงๆ แล้ว ทีมแรกที่เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับสปอนเซอร์คาดหน้าอก คือ “ไอ้หัวแกะ” ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ที่ทำสัญญากับ “SAAB” บริษัทรถชื่อดัง แต่ก็ไม่ได้ใส่ลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการ

ดังนั้นบันทึกนี้อันดับ 1 จึงเป็นของ ลิเวอร์พูล ไปโดยปริยาย
กระทั่งถึงปี 1985 ลิเวอร์พูล เปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้จัดการทีมจาก โจ เฟแกน มาเป็น เคนนี่ ดัลกลิช ทีมก็เปลี่ยนผู้ผลิตเสื้อแข่งขันเช่นกัน โดยเซ็นสัญญากับ “อาดิดาส” ขาใหญ่จากเยอรมนี

ตอนนั้นกลายเป็นยุคแรกที่มีการเปลี่ยนชุดแข่งขันทุกปี นับตั้งแต่ซีซั่น 1985-86, 1986-87 และ1987-88 โดยคาดหน้าอกคือ “CrownPaints” ที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 1983 จากนั้นในซีซั่น 1988-89 ก็เปลี่ยนคาดหน้าอกเป็น “CANDY” ที่ไม่ใช่ลูกอม….แต่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า

หลังจากเปลี่ยนเสื้อเหย้ามา 5 ซีซั่น ซ้อนๆ ลิเวอร์พูล มาใช้ชุด “ลายไผ่” หรือที่เรียกว่า “ลายขนนก” ในปี 1990 ที่ได้แชมป์ลีกหนสุดท้าย และใช้ต่อในปี 1991 ทีมก็มาเปลี่ยนชุดเหย้าในปี 1991-92 เป็นยุคที่ แกรม ซูเนสส์ เข้ามาคุมทีม

กระทั่งปีต่อมาผลิตภัณฑ์น้ำอำพัน “Carlsberg” เข้ามาคาดหน้าอก เป็นปีที่
ทีมฉลองครบรอบ 100 ปีพอดิบพอดี ทีมก็ใช้อาดิดาส มาจนถึงจบซีซั่น 1995-96
ก่อนมาเซ็นสัญญากับ “รีบอค” ในปี 1996 โดยทำสัญญากันยาว 10 ปี
การทำชุดแข่งกับรีบอคหนนี้ ทีมใช้เสื้อเหย้าชุดละ 2 ปี รวมทั้งสิ้น 5 ชุด แต่ทำชุดพิเศษนั่นคือชุดเตะเฉพาะศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และยูฟ่า คัพ อีก 2 ชุด

ถึงปี 2006 ทีมกลับไปเซ็นสัญญากับ อาดิดาส อีกครั้ง คราวนี้อยู่กันด้วย 6 ปี ทำชุดแข่งขันออกมา 3 ชุด คล้ายกับ รีบอค ที่ใส่ชุดละ 2 ซีซั่น

ที่สุดแล้ว จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี่ ประธานสโมสรคนใหม่ในสมัยนั้น(ปี 2010) ในช่วงที่กำลังอยู่ในการเจรจาสัญญาใหม่กับ อาดิดาส ที่ทำท่าจะไม่ต่อสัญญาด้วย ลงท้ายแล้ว เฮนรี่ เลือกไปที่ “วอร์ริเออร์ส” แบรนด์จากบอสตัน พร้อมกับได้เงิน 150 ล้านปอนด์ โดยทำสัญญา 6 ปี ซึ่งตอนนั้นถือว่าแพงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกเป็นรองแค่ บาร์เซโลน่า เพียงทีเดียว

อยู่กันได้ 3 ปีก็อัพเกรดมาเป็น “นิว บาลานซ์” ซึ่งก็ไม่ใช่อื่นไกล เพราะเป็นบริษัทแม่ของ “วอร์ริเออร์ส” นั่นเอง และสัญญากำลังจะหมดลงในซีซั่นหน้า

ท่ามกลางกระแสความนิยมยังล้นหลาม และมีผู้ให้การสนับสนุนอย่างมากมายต่อเนื่อง
ปริศนาของทีมตอนนี้นับจริงๆ เหลืออยู่แค่ 2 อย่างเท่านั้น
หนึ่งคือ ปีหน้าจะใช้แบรนด์ไหนอีกหนึ่งคือ ปีนี้จะได้แชมป์หรือไม่…..เท่านั้นเอง!!!
บรรยายใต้ภาพ
ชุดแข่งซีซั่นหน้าของลิเวอร์พูล ที่เปิดปรี-ออเดอร์แล้วหมดอย่างรวดเร็ว เป็นการตอบรับที่เหลือเชื่อตลอด 3 ซีซั่นที่ผ่านมา
ลิเวอร์พูล เป็นทีมแรกที่ได้คาดหน้าอกอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 1979 โดยมี ฟิล ธอมป์สัน กัปตันทีมเป็นนายแบบ ร่วมกับ โทนี่ ไบรน์ นางแบบชื่อดังในยุคนั้น

แบรนด์ที่ดีที่สุดของอินเตอร์แบรนด์ AXA ได้รับการยกย่องให้เป็นแบรนด์ประกันภัยอันดับหนึ่งของโลก 10 ปีติดต่อกัน
“AXA” เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนชุดซ้อมของ ลิเวอร์พูล หลังจากเซ็นสัญญาเป็นครอบครัวหงส์แดงตั้งแต่ปลายปี 2018

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/nnd/2986018

Related links