เมืองทองเปิดตัว “แดร์เลย์” หอกใหม่

“กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เปิดตัวสองสมาชิกใหม่อย่างเป็นทางการได้แก่ แดร์เลย์ ศูนย์หน้าชาวบราซิลเลี่ยน และ ไดสุเกะ ซาโตะ แบ็กซ้ายตัวทีมชาติฟิลิปปินสท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนที่ตามทำข่าวคึกคักห้องแถลงข่าว เอสซีจีสเตเดี้ยม 

    เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 24 มิ.ย. 62 ที่ผ่านมา สโมสร “กิเลนผยอง”​ ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวสองนักเตะใหม่ที่จะใช้ลุยศึกไทยลีกเลกสองอย่างเป็นทางการ เคียงข้างคุณวิลักษณ์ โหลทอง ประธานสโมสร, “บิ๊กเป้” คุณรณฤทธิ์ ซื่อวาจา ผู้อำนวยการสโมสร, อเล็กซานเดร กาม่า กุนซือใหญ่ หลังจากทั้ง แดร์เลย์ และ ซาโตะ ได้เดินทางมาถึงเมืองไทย และผ่านการตรวจร่างกายเป็นที่เรียบร้อย โดยทั้งสองคนเซ็นสัญญา 2 ปีพร้อมอ็อปชั่นขยายเพิ่ม

 สำหรับ แดร์เลย์ หรือชื่อเต็มว่า วันแดร์เลย์ ดิอาส มารินโญ่ เคยอยู่ในทัพ เบนฟิก้า ชุดทริปเปิ้ลแชมป์ลีกโปรตุเกสเมื่อฤดูกาล 2014/15 ภายใต้การคุมทีมของ จอร์จ เชซุส โดยดาวยิงวัย 31 ผ่านการร่วมงานกับสตาร์ชื่อดังหลายราย อาทิ นิโกลัส ไกตาน จอมพลิ้วชาวอาร์เจนไตน์, ลุยเซา กองหลังแซมบ้า, อันแดร์สัน ทาลิสก้า ตัวรุก กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ ฯลฯ ซึ่งต้นสังกัดล่าสุดก่อนย้ายสู่ถิ่น เอสซีจี สเตเดี้ยม ของ แดร์เลย์ ได้แก่ อาเวส ในลีกโปรตุเกส ก่อนจะได้สวมเสื้อเบอร์ 87 ลุยให้ “กิเลนผยอง” ซึ่งทางสโมสรยังไม่เปิดเผยว่า จะแทนใครในโควต้าต่างชาติ

ด้าน ซาโตะ ดาวเตะลูกครึ่งฟิลิปปินส์-ญี่ปุ่น วัย 24 ถือเป็นแบ็กซ้ายเบอร์หนึ่งของทีมชาติฟิลิปปินส์ และขวัญใจแฟนๆ ด้วยสไตล์การเล่นที่บู๊ดุดัน โดยเขามีประสบการณ์ค้าแข้งในลีกยุโรปมาแล้วทั้งในลีกสูงสุดโรมาเนีย รวมถึง เดนมาร์ก ก่อนโยกมาหาความท้าทายในเมืองไทยกับ “กิเลนผยอง” ในโควต้าอาเซียนคนที่สามถัดจาก อ่อง ตู และ ดัง วัน ลัม ซึ่งจอมดีเดือดปินส์ จะใช้เบอร์ 22 กับต้นสังกัดใหม่

ที่มา www.siamsport.co.th/football/thaipremierleague/view/137506

Related links

“ยูน จอง ฮวาน” ยื่นโปรไฟล์สมัครคุม “ช้างศึก”

หลังจาก ยูน จอง ฮวาน แยกทางกับ เอสซีจี เมืองทองฯ เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ว่า กุนซือชาวเกาหลีใต้ ได้ยื่นโปรไฟล์เข้ามาเพื่อพิจารณาเป็นเฮดโค้ชคนใหม่ของทีมชาติไทย อายุไม่เกิน 23 ปี และชุดใหญ่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

     อดีตกุนซือยอดเยี่ยมลีกญี่ปุ่นในปี 2017 หลังนำ เซเรโซ่ โอซาก้า คว้าดับเบิ้ลแชมป์ เจ ลีก คัพ กับ เอ็ม เพอเรอร์ส คัพ แสดงความสนใจเข้าไปกุมบังเหียน “ช้างศึก” ที่มีเป้าหมายในการลุย เอเอฟซี ยู-23 แชมเปี้ยนส์ชิพ 2020 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ เดือน ม.ค.นี้ คัดเอา 3 ทีม ไปเล่นโอลิมปิก 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น

    รวมททั้งหวังคุมทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ที่มีโปรแกรมลุยศึกฟุตบอลโลก 2020 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง ที่จะคัดเอาแชมป์ของทุกกลุ่มกับอันดับ 2 ที่ดีที่สุด 4 ทีม เข้ารอบสุดท้าย เอเชียนคัพ 2023 ซึ่งจะมีการจับสลากแบ่งสายกลางเดือน ก.ค.นี้ และ 2 เกมแรกจะเกิดขึ้น ก.ย.62 จึงยื่นโปรไฟล์ให้ส.บอล ได้พิจารณา

อย่างไรก็ตาม ส.บอล กำลังหารือกันอย่างหนัก ว่า ทุกอย่างจะออกมาเป็นเช่นไร เนื่องจากต้องฟังเสียงจากหลายส่วนเกี่ยวกับอดีตแข้งทีมชาติเกาหลีใต้ ชุดอันดับ 4 ฟุตบอลโลก 2002 ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในการเข้ามาเป็นแม่ทัพคนใหม่

ที่มา siamsport

Related links

สาวไทย ประเดิมหรู ตบชนะเซอร์เบีย เก็บชัย วอลเลย์บอลหญิงเนชั่นส์ลีก วีก 4

สาวไทยประเดิมสนามได้อย่างยอดเยี่ยม หลังตบเอาชนะ ทีมชาติเซอร์เบีย 3-0 เซ็ต ประเดิมชัยชนะนัดแรกในการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิงเนชั่นส์ลีก 2019 สัปดาห์ที่ 4

การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิงเนชั่นส์ลีก 2019 สัปดาห์ที่ 4 ที่สนามมูซาชิโนะ ฟอเรสต์ สปอร์ต พลาซา กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา เป็นการประเดิมสนามนัดแรก สาวไทย พบ ทีมชาติเซอร์เบีย

ทีมชาติไทย ลงสนาม 9 นัด ชนะ 3 แพ้ 6 มี 10 คะแนน รั้งอันดับ 11 ของตาราง ขณะที่ เซอร์เบีย 9 นัด ชนะ 5 แพ้ 4 มี 15 คะแนน รั้งอันดับ 8 ของตารางคะแนน

เซ็ตแรก สาวไทยออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยม ทำคะแนนออกนำไปก่อน 16-14 ทว่าเซอร์เบียไม่ยอมง่ายๆ ช่วยกันเซฟแต้มเก็บคะแนนขึ้นมาเสมอกันที่ 19-19 จากนั้นไทยเริ่มเน้นเกมรับมากขึ้น ก่อนจะปิดเซ็ตแรกไปในที่สุด 25-22 สาวไทยออกนำ 1-0

เซ็ตสอง สาวไทยยังคงทำได้ดีกว่าไม่ว่าจะเป็นเกมรุกจากบอลเร็วของ ปลื้มจิตร์ ถินขาว และเกมรับ เก็บคะแนนออกนำ 17-13 คะแนน ทำให้เซอร์เบียต้องขอเวลานอกเป็นครั้งที่สองต่อจากเวลานอกเทคนิคทันที เพื่อเบรคเกมบุกของไทย และเป็นผล เซอร์เบียลงมาเก็บ 3 คะแนนรวด ตามมาที่ 16-17 ไทยต้องขอเวลานอกทันทีเช่นกัน และเป็นผล เซอร์เบีย เสิร์ฟเสียเองบ่อยครั้ง ทำให้ไทยช่วยกันเก็บแต้มขึ้นไปปิดเซ็ตไปอีก 25-23 ไทยนำห่าง 2-0 ต้องการอีกเพียงเซ็ตเดียวเพื่อปิดเกม

เซ็ตที่สาม เริ่มต้นได้อย่างสูสี แต้มพลิกกันไปมาแต้มต่อแต้ม ก่อนจะมาเสมอที่ 12-12 จากนั้นเซอร์เบียเริ่มเน้นมากขึ้นทั้งเกมรับ และเกมเสิร์ฟ แซงขึ้นไปนำ 15-13 สาวไทยไม่ยอมงาสยๆ ช่วยกันเล่นเก็บแต่มกระทั่งพลิกแซงขึ้นมานำ 20-18 ก่อนจะปิดเซ็ตไปในที่สุด 25-21 ประเดิมชัยชนะนัดแรกของสัปดาห์ที่ 4

โดยเกมนี้ ไทยได้คะแนนจากเกมบุก 41 คะแนน บล็อก 7 คะแนน เซอร์เบียตีเสียเอง 27 คะแนน โดย ชัยชุอร โมกศรี เป็นผู้เล่นไทยที่ทำคะแนนได้มากสุด 13 คะแนน

สำหรับนัดต่อไป ทีมชาติไทยลงสนามพบ บราซิล ในวันที่ 12 มิ.ย.62 เวลา 13.40 น. ช่อง 3 HD ถ่ายทอดสด

สรุปผลการแข่งขัน ทีมชาติไทย ชนะ เซอร์เบีย 3-0 เซ็ต 25-22, 25-23 และ 25-21

ที่มา ข่าวสด

Related links

คิดผิด ชีวิตเปลี่ยน

การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอนาคตในชีวิต หากไปได้สวยคนจะยกยอว่าคุณตัดสินใจถูกต้อง แต่หากไม่เป็นดั่งที่ใจนึกมันก็เหมือนหนามทิ่มแทงของคนรอบข้างที่พร้อมคอยซ้ำเติม และนั่นคือชีวิตในวงการลูกหนังของ ฟิลิปเป คูตินโญ

ช่วงปลายปี 2017 ข่าวหน้าหนึ่งจากหลายสำนักโหมกระหน่ำว่า “ฟิลิปเป คูตินโญ” ไม่อยากอยู่กับ ลิเวอร์พูล อีกต่อไป เขาอยากย้ายทีมเพราะเขาไม่เชื่อว่าสังกัดปัจจุบันจะเติมความฝันในอาชีพค้าแข้งของเขาได้

แม้ว่า หงส์แดง จะไม่อยากขาย ก็ใช่สิ คูตินโญ เป็นถึงคีย์แมนคนสำคัญของทีม เป็นฟันเฟืองในเกมรุกหรือหัวใจสำคัญที่ทีมจะขาดไปไหนไม่ได้

แต่ คูตินโญ ก็บีบให้ลิเวอร์พูลต้องขาย เพราะฟอร์มกำลังขึ้นหม้อ แถมช่วงนั้น บาร์เซโลนา กำลังหน้ามืดต้องการตัวตายตัวแทนของ เนย์มาร์ และเขาก็มองว่า คูตินโญ จะมาสืบทอดตำนานสตาร์รายนี้ได้

คูตินโญ เจ็บไม่เลิกราไม่ยอมลงเล่นให้สโมสร แต่ทีมชาติวิ่งปร๋อแถมยิงได้ก็ร้องไห้อยากย้ายทีมอีก มันสุดจะทนของหงส์แดงที่จะรั้งนักเตะที่ไม่มีใจอยู่กับทีมต่อไป

บาร์เซโลนา ต้องการได้ คูตินโญ มาแทนเนย์มาร์ ก็หน้ามืดทุ่มเงินสถิติสโมสร 142 ล้านปอนด์คว้าแข้งรายนี้มาร่วมทีมเมื่อช่วงต้นปี 2018 ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายหน้าหนาว

คูตินโญ ยิ้มหวานได้ย้ายทีมสมใจ ได้มา่อยู่ทีมที่เขาฝันว่าจะเป็นทีมที่เติมเต็มความสำเร็จในอาชีพลูกหนังของเขา

ผ่านไปปีครึ่งการตัดสินใจครั้งนั้นของ “คูตินโญ” ดูเหมือนจะผิดพลาดมหันต์ เขาเล่นไม่เข้ากับระบบของทีมเหมือนตอนที่เล่นให้หงส์แดง

กลายเป็นนักเตะดาดๆโดนแฟนบอลของตัวเองตามจวกด่าอยู่ทุกเกม จากที่การันตีตัวจริงก็เริ่มถูกลดบทบาทไปเป็นตัวสำรองเนื่องจากฟอร์มไม่เอาไหน

แม้เขาจะเป็นส่วนหนึ่งกับแชมป์ลาลีกาสเปนก็จริงในฤดูกาลนี้ แต่แชมเปียนส์ลีกซึ่งเป็นถ้วยที่เขาหวังไว้มากที่สุด เหมือนตลกร้ายเมื่อต้องตกรอบด้วยทีมเก่าซึ่งเขาเป็นคนต้องการหนีออกมาเอง

หนำซ้ำไม่พอทีมเก่าของเขาทีมนี้ดันฝ่าสมรภูมิรบจนคว้าแชมป์ถ้วยยุโรปใบใหญ่เป็นสมัยที่ 6 ต่างหาก เหมือนตอกหน้าตัวเขาไปในตัว

อนาคตของเขาในถิ่นคัมป์นูก็ยังไม่แน่นอน มีข่าวไม่เว้นแต่ละวันว่าจะโดนขายทิ้งอยู่รอมร่อ ค่าตัวที่แบกไว้ในบ่ามากกว่าคนอื่น แต่ฝีเท้ายังไม่เอาไหน ไม่แน่ว่าฤดูกาลหน้าอาจไม่ได้เห็นเขาใส่เสื้อสีเลือดหมูน้ำเงินก็เป็นได้

ก็เหมือนอย่างที่บอกไปข้างต้น การตัดสินใจของคูตินโญ อนาคตไม่มีทางรู้ได้ว่าจะออกมาหน้าไหน แต่วันนี้เขาตัดสินใจผิดพลาดไปแล้ว และนั่นจะทำให้เขาเจ็บปวดกับการตัดสินใจครั้งนั้นไปตลอดชีวิต

ที่มา ไทยรัฐ

Related links

ทำลายอาถรรพ์!ผ่า 5 ประเด็ดลิเวอร์พูลหัวใจแกร่งสอยสเปอร์สซิวแชมเปี้ยนส์ลีกสมัย6

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน สามารถลบล้างอาถรรพ์ที่แสนเจ็บปวดในการนำทีมเข้าชิงฟุตบอลถ้วยได้สำเร็จ เมื่อนำ ลิเวอร์พูล ปราบ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 2-0 รอบชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่สนาม ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันเสาร์ที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา

    เกมนี้สาวก “เดอะ ค็อป” ได้เฮสนั่นเพียงไม่ถึงนาทีเมื่อได้จุดโทษจากการทำแฮนบอลของ มุสซ่า ซิสโซโก้ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ไม่ทำให้ผิดหวังซัดเข้าประตูช่วยให้ “เดอะ เร้ดส์” นำ 1-0 แม้หลังจากนั้น สเปอร์ส จะพยายามเปิดเกมบุก และครองเกมได้มากกว่าแต่ก็ไม่สามารถเจาะแนวรับของลิเวอร์พูลได้

    ครึ่งหลังสถานการณ์ยังคงเป็น “ไก่เดือยทอง” ที่ครองเกมได้มากมาย แต่จังหวะทีเด็ดทีขาดไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ในช่วง 15 นาทีสุดท้าย  สเปอร์ส สร้างจังหวะการยิงประตูหลายครั้ง แต่ อลิสซง เบ็คเกอร์ โชว์ความเหนียวหนึบเซฟได้หมด ชนิดที่แฟนบอล “หงส์แดง” หัวใจแทบวาย เพราะหากไม่ได้โกล์เลือดแซมบ้าคงโดนตีเสมอไปแล้ว

สุดท้าย ลิเวอร์พูล มาได้ประตูตอกย้ำชัยชนะจากการยิงที่สุดคมกริบราวกับใบมีดของ ดิว็อค โอริกี้ หัวหอกตัวสำรอง งานนี้ต้องยอมรับว่า นายใหญ่เลือดด๊อยท์ช์ คิดถูกจริงๆ ที่เลือกจับ หัวหอกเบลเยียม เป็นตัวสำรอง ก่อนจะส่งลงมาเป็นตัวทีเด็ด

    ตอนนี้ต้องบอกว่าความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่ดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นของ คล็อปป์ กับลิเวอร์พูล ในการก้าวขึ้นมาลุ้นแชมป์ทั้งในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และฟุตบอลถ้วยยุโรป
 

1. เสี่ยงเลือกกองหน้า
    เจอร์เก้น คล็อปป์ กับ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ สองผู้จัดการทีมตัดสินใจที่จะดร็อปกองหน้าคนสำคัญซึ่งเป็นฮีโร่ของสโมสรในแมตช์ที่สนามว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน เนื่องจากหัวหอกตัวเก่งของพวกเขาฟิตสมบูรณ์พอดิบพอดี

    คงจำได้ว่า โอริกี้ เป็นซูเปอร์ฮีโร่ในเกมพลิกนรกแมตช์ชนะ บาร์เซโลน่า 4-0 รอบรองชนะเลิศ นัด 2 ที่สนามแอนฟิลด์ แต่เกมนี้ คล็อปป์ ตัดสินใจดร็อปนักเตะเนื่องจาก โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ฟิตเต็มถัง และนั่นก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะทำแบบนั้นอยู่แล้ว

    ในส่วนของ  โปรเช็ตติโน่ ตัดสินใจสั่ง ลูกัส มูร่า ซึ่งเป็นคนซัดแฮตทริกในเกมชนะ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในรอบตัดเชือก นั่งอยู่ข้างสนาม และส่ง เคน ลงไปขู่แนวรับของ “หงส์แดง” ซึ่งหากมองจากความเป็นจริง กัปตันทีมชาติอังกฤษ เพิ่งจะได้กลับมาเล่นหลังจากพักฟื้นร่างกายจากอาการบาดเจ็บมากกว่า 50 วัน

สำหรับแนวคิดของทั้งสองกุนซือบอกเลยว่าไม่เวิร์ก เพราะในครึ่งแรก ฟีร์มีโน่ กับ เคน สัมผัสบอลรวมกันแค่ 11 ครั้งเท่านั้นก่อนพักครึ่ง โดยในรายของ สตาร์ทีมชาติบราซิล เล่นไม่เข้ากับทีมเลย ขณะที่ กองหน้าเลือดผู้ดี ฟอร์มน่าผิดหวังเช่นกันเนื่องจากแทบไม่สามารถสร้างปัญหาให้กับเกมรับ ลิเวอร์พูล เลย

    โดยรวมแล้ว ฟีร์มีโน่ และ เคน แทบไม่มีส่วนในการช่วยทีมในช่วง 45 นาทีแรก และดูเหมือน คล็อปป์ จะเล็งเห็นปัญหาตรงนี้ ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนตัวออกทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านครึ่งหลังไปเพียง 12 นาทีเท่านั้น และเลือกส่ง โอริกี้ ลงสนามซึ่งถือว่าคิดถูกเมื่อ ดาวยิงเบลเยียม ซัดประตูที่สองฝั่ง “ไก่เดือยทอง” สนิท ส่วน เคน ได้รับโอกาสเล่นเต็ม 90 นาทีแต่ไร้ประสิทธิภาพ

2. อลีสซง คุณค่าทุกเม็ดเงิน
    ตอนนี้ทุกๆ คนพูดเป็นเสียเดียวกันว่าเหตุการณ์สุดเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นตอน ลอริส คาริอุส เฝ้าเสาเมื่อ 12 เดือนก่อนไม่มีอีกแล้ว เพราะสาวก “เดอะ ค็อป” ทั่วโลกมั่นใจในตัวของ อลีสซง เบ็คเกอร์ มากกว่านายทวารสัญาชาติเยอรมัน หลายพันเท่า และบอกเลยว่าคิดถูก

    นายทวารชาวบราซิเลียน โชว์ฟอร์มสุดหนึบจนได้รับรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018-19 หลังจากแสดงให้เห็นถึงความเหนียวหนึบเก็บ 21 คลีนชีต ในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ขณะที่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก มีหลายจังหวะที่ อลีสซง เซฟมากมาย แต่หนึ่งในจังหวะสำคัญก็คือตอนที่ป้องกันการยิง อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค  หัวหอก นาโปลี ในนาทีสุดท้าย ส่ง “หงส์แดง” เข้ารอบน็อกเอาต์ได้สำเร็จ

ในเกมนัดชิงชนะเลิศ แม้ว่าครึ่งแรก โกล์เลือดแซมบ้า จะไม่ค่อยได้ทำงานมากนัก แต่สำหรับครึ่งหลังโดยเฉพาะในช่วง 15 นาทีสุดท้าย อลีสซง มีส่วนสำคัญในการป้องกันประตูหลายต่อหลายจังหวะ ทั้งการยิงไปของ ซน ฮึง มึน ตามด้วยจังหวะซัดบริเวณจุดโทษของ มูร่า รวมถึงการปัดบอลปลายมือจากจังหวะปั่นฟรีคิกสุดคมของ คริสเตียน อีริคเซ่น

    ฉะนั้นค่าตัว 67 ล้านปอนด์ (ราว 2,747 ล้านบาท) ที่ ลิเวอร์พูล มอบให้กับ “หมาป่าเหลืองแดง” โรม่า ช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว ถือว่าคุ้มค่าทุกเพนนี และงานนี้ใครที่แขวะว่า “หงส์แดง” ควักกระเป๋าจ่ายเงินโอเว่อร์ให้กับโกล์คนเดียว คงรู้แล้วว่ามันคุ้มค่าขนาดไหน

3. ซาลาห์ ลบล้างฝันร้าย
    เมื่อ 1 ปีก่อนนักเตะ, แฟนบอล และทุกๆ คนทีเกี่ยวข้องกับ ลิเวอร์พูล ต้องหัวใจสลาย และใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา หลังจากที่พวกเขาต้องเจ็บปวดจากการพ่ายแพ้ต่อ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด 1-3 ในรอบชิงชนะเลิศ กรุงเคียฟ ประเทศยูเครน

    สำหรับปีนี้ “หงส์แดง” ได้กลับมาแก้ตัวอีกครั้ง แม้หลายคนอาจจะหวั่นใจกับการต้องดวลกับ สเปอร์ส เนื่องจากเป็นทีมที่ต้องยอมรับว่ามาเหนือดวงจริงๆ แต่ความมุ่งมั่นขยันทุ่มเทสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง และสิ่งนี้ก็คู่ควรกับ ซาลาห์กับเพื่อนร่วมทัพ “เดอะ เร้ดส์”

ซาลาห์ ซึ่งต้องออกจากการแข่งขันตั้งแต่ต้นเกมเมื่อปีที่แล้ว เป็นคนเบิกสกอร์แรกให้ทีมจากจุดโทษ โดยจังหวะนี้หลายคนใจหายใจคว่ำเพราะ “คิง ออฟ อียิปต์” ซัดเต็มข้อเข้ากลางประตู เดชะบุญที่ อูโก้ โยริส นายทวารแชมป์โลก  พุ่งไปก่อน ไม่งั้นคงได้ใจเสียกันแหงๆ

    แน่นอนว่านี่คือประตูที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง และทำให้ ลิเวอร์พูล ถือครองความได้เปรียบทันที แม้ตลอดทั้งเกม สเปอร์ส จะมีสถิติครองเกมเหนือกว่า แต่ก็เป็นไปตามรูปเกม เพราะพวกเขาเพียงแค่รอจังหวะสวนกลับ และสุดท้าย ซาลาห์ ก็ลบล้างความเจ็บปวดได้สำเร็จ

 4. คล็อปป์ ทำลายอาถรรพ์ได้แล้ว
    คล็อปป์ ต้องพบกับความผิดหวังในการนำสโมสรที่เขากุมบังเหียนแพ้ในรอบชิงชนะเลิศ 6 ครั้งติดต่อกัน โดยล่าสุดเป็นแมตช์ที่ ลิเวอร์พูล ต้องน้ำตาตกที่ประเทศยูเครน ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่สาวก “เดอะ ค็อป” หวาหวั่นยิ่งกว่าฟอร์มของ สเปอร์ส ด้วยซ้ำ

    อย่างไรก็ตาม การเข้าชิงฟุตบอลถ้วยครั้งที่ 7 คล็อปป์ สามารถลบล้างอถรรพ์ได้สำเร็จ เมื่อนำแชมป์ “บิ๊กเอียร์” กลับสู่ถิ่นแอนฟิลด์อีกครั้ง แน่นอนว่าสิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงหัวใจที่แข็งแกร่งของ กุนซือชาวเยอรมัน ที่ไม่เคยกลัวโชคชะตา และสามารถลิขิตเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง

ลองดูว่า คล็อปป์ จิตใจแกร่งดั่งภูผาหินขนาดเพราะก่อนหน้านี้ชวดแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก (2018), ลีก คัพ (2016), ยูโรปา ลีก (2016) ตอนคุม “หงส์แดง” ส่วนอีก 3 ครั้งตอนคุม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทั้ง เดเอฟเบ โพคาล (2014 กับ 2015) และ แชมเปี้ยนส์ ลีก (2013) แถมยังชวดแชมป์ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นล่าสุดด้วยการแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แค่ 1 แต้มเท่านั้น

    แน่นอนว่านี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่เป็นการเริ่มนับหนึ่งสำหรับการนำ ลิเวอร์พูล ก้าวขึ้นมาท้าทายแชมป์ทั้งในเมืองผู้ดี และระดับทวีป โดย คล็อปป์ ได้เปิดใจหลังจากคว้าแชมป์แรกกับ “เดอะ เร้ดส์” ว่า “นี่คือค่ำคืนที่ดีที่สุดในอาชีพการเป็นผู้จัดการทีมของผม”

5. ฟาน ไดค์ ยังแกร่งเสมอ
    หากย้อนไปก่อนหน้าที่ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล บรรดาสาวก “เดอะ ค็อป” ต่างหวาดหวั่นใจกับเกมรับของทีมไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวผู้รักษาประตู (ไม่ใช่แค่ คาริอุส เท่านั้น) แต่หลังจากที่ทีมทุ่มเงินซื้อ กองหลังชาวดัตช์ มาร่วมทีม เห็นได้ชัดว่าเกมรับของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นทันตาเห็น

    ใครที่เป็นแฟนบอล “หงส์แดง” คงรู้ว่าเกมรับของทีมโดยเฉพาะการเล่นลูกโด่งเป็นอะไรที่เรียกว่าของแสลง ทุกครั้งที่คู่แข่งได้ลูกเตะมุม หรือฟรีคิก แน่อนว่าแนวรับของทีมจะระส่ำเสมอ และสุดท้ายก็เหมือนเดิมเสียประตูในแบบที่ไม่ควรจะเสีย แต่ ฟาน ไดค์ ช่วยกำจัดจุดนี้ได้เด็ดขาดเพราะเขาเก็บลูกกลางอากาศได้หมด

สำหรับในเกมกับ สเปอร์ส แน่นอนว่า ฟาน ไดค์ ยังคงรักษามาตรฐานได้ดี แถมการที่ โฌแอล มาติป ท็อปฟอร์ม และ อลีสซง เหนียวหนึบ ทำให้เกมรับของ “หงส์แดง” แกร่งราวกับภูผาหิน โดยเฉพาะจังหวะที่ ซน ฮึง มึน กระชากบอลเข้าไปในเขตโทษ แต่ ฟาน ไดค์ กะจังหวะสกัดบอลออกไปอย่างหวุดหวิด

    ด้านเกมรุก ปราการหลังชาวดัตช์ ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะหลายๆ เกม ฟาน ไดค์ มักจะขึ้นไปทำประตูจากการเล่นลูกฟรีคิก และเตะมุม บางครั้งก็ยังช่วยแอสซิสต์ให้ทีมก็มี ส่วนเกมที่กรุงมาดริด ประตูที่สอง เจ้าตัวก็มีส่วนสำคัญหลังพยายามแย่งบอลก่อนที่ มาติป จะส่งให้ โอริกี้ จัดการเผด็จศึก

ที่มา siamsport

Related links